verb คือ

 

verb คือ คำกริยาเป็นการบอกอาการ หรือการกระทำ  ( action ) หรือความมีอยู่  เป็นอยู่  ( being ) หรือ สภาวะความเป็นอยู่ ( state of being )หรือ คำที่แสดงออกทางการกระทำหรือสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม หรือที่จำได้ง่ายๆ หมายถึงคำที่บ่งบอกการกระทำ หรือบ่งบอกสภาพนั่นเอง เช่น

- He eats a banana everyday. (เขา กินกล้วย ทุกวัน)

- They are students. (พวกเขา เป็น นักเรียน)

การจำแนกชนิดของคำกริยา  มีการแบ่งไว้หลายวิธีสุดแต่จะคำนึงอะไรเป็นหลัก เช่น

1. แบ่งตามหน้าที่โดยยึดเป็นกรรม ( Object ) เป็นเกณฑ์มี 2 ชนิด

  • Transitive Verbs  ( สกรรมกริยา )  คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารับ เช่น 
    He bought a book. ( a book เป็นกรรม )

    He eats a banana everyday. >>> เขา กิน กล้วย ทุกวัน (กล้วยถูกกิน)

    We love Thailand. >>> พวกเรา รัก ประเทศไทย (ประเทศไทยถูกรัก)

  • Intransitive Verbs ( อกรรมกริยา ) คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรม เช่น 
    He arrived late.

    She usually walks in the garden in the evening. >>> โดยปกติ หล่อน เดิน ใน สวน ตอนเย็น (เดินเล่นคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร)

    A bird is flying in the sky. >>> นก กำลังบิน ใน ท้องฟ้า (บินตัวเดียวไม่เกี่ยวกับใคร)

2. แบ่งตามหน้าที่ เป็นคำกริยาหลัก (Main Verbs) และคำกริยาช่วย ( Auxiliary Verbs )

  • Main Verbs  ( คำกริยาหลัก) เป็นคำกริยาที่ทำหน้าที่ได้อย่างอิสระในประโยค  เช่น 
    He went to Australia last year.
  • Auxiliary Verbs ( คำกริยาช่วย ) ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาหลัก หรือกริยาที่มีหน้าที่หรือทำหน้าที่ช่วยกริยาแท้เป็นหลัก ดังนั้นถ้ามีกริยาช่วยจะต้องมีกริยาแท้ ปรากฏอยู่ที่ประโยคด้วยเสมอ ยกเว้นประโยคที่เราละกริยาแท้เอาไว้  เช่น
    Verb to be     =    is,am,are,was,were
    Verb to do     =    do,does,did
    Verb to have  =    have,has,had
    will,would      =    จะ
    shall,should   =    จะ
    can,could       =    สามารถ,เป็น,ได้
     may,might    =    อาจจะ
     must            =    จะต้อง
     ought to       =    ควรจะ
     used to        =    เคย
     need            =    ต้องการ
     dare            =     กล้า

    ตัวอย่างประโยค : He has gone to Australia.

3. แบ่งตามหน้าที่เป็นคำกริยาแท้ ( Finite Verbs) และกริยาไม่แท้ ( Non-finite Verbs)
Finite Verbs
  ( คำกริยาแท้ ) ทำหน้าที่แสดงกริยาอาการที่แท้จริงของประธานในประโยคมีการเปลี่ยนรูปไปตามSubject , Tense, Voice และ Mood เช่น

Subject
I go to school every day
He goes to school every day
They go to school every day

Tense
He goes to school every day
He went to school  yesterday
He’s going to school tomorrow

Voice
Someone killed the snake. ( Active )
The snake was killed . ( Passive )

Mood
I recommend that he see a doctor.
    (ไม่ใช่่he sees )
If I were you ,I would not do it.
    ( ไม่ใช่ I was )

Non-finite Verbs  ( คำกริยาไม่แท้ )หรือ Verbal  เป็นคำที่มีรูปจากคำกริยาแต่ไม่ได้ทำหน้าที่คำกริยาแท้ มี 3  รูปคือ

a. Infinitives  เป็นคำกริยาที่อยู่ในรูปกริยาช่องที่ 1 นำหน้าด้วย to ทำหน้าที่ noun , adjective  และ adverb

 He lacked the strength to resist.
     ( to resist ทำหน้าที่ adjective)
  We must study to learn.
     ( to learn ทำหน้าที่ adverb)

b. Gerunds    เป็นคำกริยาเติม ing  ทำหน้าที่เป็นคำนาม ( noun ) เช่น

They do not appreciate my singing.
   พวกเขาไม่ชอบการร้องเพลงของฉัน  ( singing  เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรม )
I like swimming.
  ฉันชอบว่ายน้ำ.  ( swimming  เป็นกรรมของ like )

c. Participles  คำกริยาที่เติม ing  หรือ กริยาช่องที่ 3   ที่ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ ( Adjective )  มี 2 รูปแบบคือ

* Present Participles   เป็นคำกริยาที่เติม ing  เช่น
  The crying baby had a wet diaper.
     เด็กที่ร้องอยู่นั้นผ้าอ้อมเปียก  ( crying เป็นคำคุณศัพท์ขยาย baby )

* Past Participles  เป็นคำกริยาช่องที่3  เช่น
  The broken bottle is on the floor.

4. แบ่งตามโครงสร้างโดยยึดการเปลี่ยนรูปของคำ ( conjugation ) ได้แก่

  • Regular Verbs ( คำกริยาปกติ ) เป็นคำกริยาที่เติม ed เมื่อเป็น past และ past participle เช่น
    walk walked walked
    stop stopped stopped
    work worked worked
  • Irregular Verbs ( คำกริยาอปกติ ) เป็นคำกริยาที่มีรูป past และ past participle ต่างไปจากรูปเดิมหรือคงรูปเดิม เช่น

    send sent sent
    go went gone
    see saw seen

 

Tags: , , ,