ตัวอย่างการเขียนเรียงความ

ตัวอย่างการเขียนเรียงความ

เรียงความ คือ การนำเอาคำมาประกอบแต่งเป็นเรื่องราว อาจใช้วิธีการเขียนหรือการพูดก็ได้ การเขียนจดหมาย รายงาน ตอบคำถาม ข่าว บทความ ฯลฯ อาศัยเรียงความเป็นพื้นฐานทั้งนั้น ดังนั้น การเขียนเรียงความจึงมีความสำคัญ ช่วยให้พูดหรือเขียนในรูปแบบต่างๆได้ดี นอกจากนี้ก่อนเรียงเขียนความเราต้องค้นคว้า รวบรวมความรู้ ความคิด และนำมาจัดเป็นระเบียบ จึงเท่ากับเป็นการฝึกสิ่งเหล่านี้ให้กับตนเองได้อย่างดีอีกด้วย

การเขียนเรียงความ เป็นการนำความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ผู้เขียนสนใจนำมาเรียบเรียงอย่างชัดเจนให้น่าสนใจ โดยอาศัยข้อเท็จจริง ประกอบความคิดเห็นของผู้เขียนให้ผู้อ่านได้เข้าใจตามที่ผู้เขียนต้องการ

ตัวอย่างการเขียนเรียงความ

องค์ประกอบของเรียงความ

มีองค์ประกอบ ๓ ส่วนด้วยกัน คือ คำนำ (การเปิดเรื่อง), เนื้อเรื่อง (เนื้อความ) และสรุป (ปิดเรื่องหรือบทลงท้าย)

๑. การเขียนส่วนนำ เป็นส่วนที่แสดงประเด็นหลักหรือจุดประสงค์ของเรื่อง ดังนั้น ส่วนนำจึงเป็นการบอกผู้อ่านถึงเนื้อหาที่นำเสนอและยังเป็นการเร้าความสนใจให้อยากอ่านเรื่องจนจบ การเขียนส่วนนำเพื่อเร้าความสนใจนั้นมีหลายวิธี แล้วแต่ผู้เขียนจะเลือกตามความเหมาะสม อาจนำด้วยปัญหาเร่งด่วน หรือหัวข้อที่กำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คำถาม การเล่าเรื่องที่จะเขียน การยกคำพูด ข้อความ หรือสุภาษิตที่น่าสนใจ บทร้อยกรอง การอธิบายความเป็นมาของเรื่อง การบอกจุดประสงค์ของการเขียน การให้คำจำกัดความ ของคำสำคัญของเรื่องที่จะเขียน แรงบันดาลใจ ฯลฯ ดังตัวอย่าง เช่น

          ๑.๑ นำด้วยปัญหาเร่งด่วน หรือหัวข้อที่กำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เช่น เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน จะพบกลุ่มสนทนากลุ่มย่อยๆ วิสัชนากันด้วยเรื่อง “วิสามัญฆาตกรรม” ในคดียาเสพติด บ้างก็ว่าเป็นความชอบธรรม บ้างก็ว่ารุนแรงเกินเหตุ หลายคนจึงตั้งคำถามว่า ถ้าไม่ทำวิสามัญฆาตกรรมกรณียาเสพติด แล้วจะใช้วิธีการชอบธรรมอันใด ที่จะล้างบางผู้ค้าหรือผู้บ่อนทำลายเหล่านี้ลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว

          ๑.๒ นำด้วยคำถาม เช่น ถ้าถามหนุ่มสาวทั้งหลายว่า “อยากสวย” “อยากหล่อหรือไง” คำตอบที่ได้คงจะเป็น
คำตอบเดียวกันว่า “อยาก” จากนั้นก็คงมีคำถามต่อไปว่า “แล้วทำอย่างไรจึงจะสวยจะหล่อ ได้สมใจในเมื่อธรรมชาติของหลาย ๆ คนก็มิได้สวยได้หล่อมาแต่ดั้งเดิม จะต้องพึ่งพา เครื่องสำอาง หรือการศัลยกรรมหรือไร แล้วจะสวยหล่อแบบธรรมชาติได้หรือไม่ ถ้าได้ จะทำอย่างไร”

          ๑.๓ นำด้วยการเล่าเรื่องที่จะเขียน เช่น งานมหกรรมหนังสือนานาชาติจัดขึ้นเป็นประจำในวันพุธแรกของเดือนตุลาคมของทุก ปีที่เมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๔๕ นี้ นับเป็นครั้งที่ ๕๓

          ๑.๔ นำด้วยการยกคำพูด ข้อความ สุภาษิตที่น่าสนใจ เช่น ในอดีตเมื่อกล่าวถึงครู หรือค้นหาคุณค่าของครู หลายคนคงนึกถึงความเปรียบทั้งหลายที่มักได้ยินจนชินหู ไม่ว่าจะเป็นความเปรียบที่ว่า “ครูคือเรือจ้าง” “ครูคือปูชนียบุคคล” หรือ
“ครูคือผู้ให้แสงสว่างทางปัญญา” ฯลฯ ความเปรียบเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงคุณค่า ความเสียสละ และการเป็นนักพัฒนาของครู ในขณะที่ปัจจุบันทัศนคติในการมองครูเปลี่ยนไป หลายคนมองว่าครูเป็นแค่ผู้ที่มีอาชีพรับจ้างสอนหนังสือเท่านั้น เพราะครูสมัยนี้ไม่ได้อบรม ความประพฤติให้แก่ผู้เรียนควบคู่ไปกับการให้ความรู้ ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเรียกว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” อาชีพครูเป็นอาชีพที่ตกต่ำและดูต้อยต่ำในสายตาของคนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องทำหน้าที่ในการพัฒนาคนที่จะไปเป็นกำลังสำคัญของ การพัฒนาประเทศชาติต่อไป จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการทบทวนบทบาทหน้าที่คุณธรรมและอุดมการณ์ของความ เป็นครูกันเสียที

          ๑.๕ นำด้วยบทร้อยกรอง เช่น

          “ความรักเหมือนโรคา
 บันดาลตาให้มืดมน
 
     ไม่ยินและไม่ยล
 อุปสรรคคะใดใด
 
     ความรักเหมือนโคถึก
 กำลังคึกผิขังไว้
 
     ก็จะโลดจากคอกไป
 บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง
 
     ถ้าหากปล่อยไว้
 ก็ดึงไปด้วยกำลัง
 
     ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง
 บ่หวนคิดถึงเจ็บกาย”

(จากบทละครเรื่อง “มัทนพาธา” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

          ความรักเป็นอารมณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ มีทั้งประโยชน์และเป็นโทษในเวลาเดียวกัน ความรักที่อยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ จริงใจและความมีเหตุผล ย่อมนำพาผู้เป็นเจ้าของความรักไปในทางที่ถูกที่ควร แต่ถ้าความรักนั้นเป็นเพียงอารมณ์อันเกิดจากความหลงใหลในรูปกายภายนอก ความชื่นชมตามกระแสและความหลงผิด ความรักก็จะก่อให้เกิดโทษ จึงมีผู้เปรียบเปรยว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” ด้วยบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องมัท นพาธา ซึ่งได้แสดงให้เห็นภาพของความลุ่มหลง อันเกิดจากความรักและทุกข์สาหัสอันเกิดจากความรักได้เป็นอย่างดี สมกับชื่อเรื่องว่า มัทนพาธาที่แปลว่า ความบาดเจ็บแห่งความรัก

          ๑.๖ นำด้วยการอธิบายความเป็นมาของเรื่อง เช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วข้าพเจ้าได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพของผู้ใหญ่ท่าน หนึ่ง ท่านเป็นอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ศพของท่านได้รับการบรรจุไว้ในโกศศพพระราชทาน เห็นดังนั้นแล้วทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนข้าพเจ้าไปเผาศพคุณตา คุณยายที่บ้านสวน จังหวัดสมุทรสงคราม ศพของท่านทั้งสองก็ได้รับการบรรจุไว้ในโกศเช่นกัน ซึ่งท่านทั้งสองก็เป็นพลเรือนธรรมดา ๆ ไม่ได้เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เรื่องนี้คงมีหลายคนสงสัยว่าทำไมพลเรือนธรรมดา ๆ ถึงมีโกศใส่ศพกับเขาด้วย ดังนั้นเพื่อทำความกระจ่างแก่เยาวชนและผู้สนใจ ในปัจจุบันนี้อาจจะไม่เคยเห็นศพชาวบ้านที่บรรจุในโกศ ข้าพเจ้าจึงได้ค้นคว้าเรื่องนี้มาเพื่อเป็นความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป

          ๑.๗ นำด้วยการบอกจุดประสงค์ของการเขียน เช่น สามก๊ก ที่ผู้อ่านทั้งในประเทศจีนและในประเทศไทยรู้จักกันดีนั้นเป็นนวนิยาย ส่วนสามก๊กที่เป็นประวัติศาสตร์ มีคนรู้น้อยมาก แม้คนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ได้เรียนจบ ขั้นอุดมศึกษามาแล้ว ก็มีน้อยคน (น้อยมาก) ที่รู้พอสมควร บทความเรื่องนี้จึงขอเริ่มต้นจาก สามก๊กที่เป็นประวัติศาสตร์

๒. การเขียนส่วนเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรียงความ เพราะเป็นส่วนที่ต้องแสดงความรู้ ความคิดเห็นให้ผู้อ่านทราบตามโครงเรื่องที่วางไว้ เนื้อเรื่องที่ต้องแสดงออกถึงความรู้ ความคิดเห็นอย่างชัดแจ้ง มีรายละเอียดที่เป็นข้อเท็จจริงและมีการอธิบายอย่างเป็นลำดับขั้น มีการหยิบยกอุทาหรณ์ ตัวอย่าง ทฤษฎี สถิติ คำกล่าว หลักปรัชญา หรือสุภาษิต คำพังเพย ฯลฯ สนับสนุนความรู้ความคิดเห็นนั้น เนื้อเรื่องประกอบด้วยย่อหน้าต่างๆ หลายย่อหน้า ตามสาระสำคัญที่ต้องการกล่าวถึงเปรียบกันว่า เนื้อเรื่องเหมือนส่วนลำตัวของคนที่ประกอบด้วย อวัยวะต่างๆ แต่รวมกันแล้วเป็นตัวบุคคล ดังนั้นการเขียนเนื้อเรื่องถึงจะแตกแยกย่อยออกไปอย่างไร จะต้องรักษาสาระสำคัญใหญ่ของเรื่องไว้ การแตกแยกย่อยเป็นไปเพื่อประกอบให้สาระสำคัญใหญ่ของเรื่องซึ่งเปรียบเหมือนตัวคน สมบูรณ์ในแต่ละย่อหน้า ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเนื้อหา คือ ความรู้หรือความคิดเห็นที่ต้องการแสดงออก การอธิบาย และอุทาหรณ์คือ การอ้างอิง ตัวอย่าง ฯลฯ ที่สนับสนุนให้เห็นจริงเห็นจัง ส่วนสำนวนโวหารจะใช้แบบใดบ้าง โปรดศึกษาเรื่องสำนวนโวหารในหัวข้อต่อไป

          ตัวอย่างการเขียนเนื้อเรื่องแต่ละย่อหน้า 

          “อ๋า” เป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ อายุแค่ ๑๒ ปี ครั้งที่ลืมตาดูโลกได้แค่ ๓ เดือน แม่ก็ทอดทิ้ง ไป… ส่วนพ่อนั้นไม่เคยรักและห่วงใยอ๋าเลย สิ่งเดียวที่มีค่าที่สุดในชีวิตของพ่อคือ เฮโรอีน… ย่า…ลุง … ป้า และอา ตอกย้ำให้อ๋าฟังเสมอว่า “อย่าทำตัวเลว ๆ เหมือนพ่อแกที่ติดเฮโรอีน จนตาย” หรือ “กลัวแกจะเจริญรอยตามพ่อเพราะเชื้อมันไม่ทิ้งแถว ติดคุกหัวโตเหมือนพ่อแก” คำพูดสารพัดที่อ๋ารับฟังมาตั้งแต่ยังพอจำความได้ ซึ่งอ๋าพยายามคิดตามประสาเด็กว่า “เป็นคำสั่งสอน” …หรือ “ประชดประชัน” กันแน่…

          ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของอ๋าถ้าเอ๋ยไปหลายคนคงรู้จัก เพราะเป็นพวกเศรษฐีที่ค้าขาย เป็นหลักอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ปู่กับย่ามีลูกทั้งหมด ๙ คน ทุกคนร่ำเรียนกันสูงๆ และออกมาประกอบธุรกิจร่ำรวยเป็นล่ำเป็นสัน ยกเว้นพ่อของอ๋า ซึ่งไม่ยอมเรียน .. ประพฤติตนเสียหาย … คบเพื่อนชั่ว …จนติดเฮโรอีน และฉีดเข้าเส้น จนตายคาเข็ม ผลาญเงินปู่กับย่าไปมากมาย ยังทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลป่นปี้ ปู่ช้ำใจจนตาย ส่วนย่าอกตรมจมทุกข์อยู่จนทุกวันนี้ พวกลุง…ป้า และอาต่างพากันเกลียดพ่อมากและก็ลาม มาถึง “อ๋า” ซึ่งเปรียบเสมือน “ลูกตุ้ม” ถ่วงวงศ์ตระกูล (คัดจากจันทิมา “ไอ้เลือดชั่ว” คอลัมน์ อนาคตไทย ฐานสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ ๖๑ (๗๑) วันที่ ๙ – ๑๕ มิ.ย. ๓๗ หน้า ๘๘ ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน พ.ศ. ๒๕๓๐)

จากเนื้อหาในย่อหน้าต่างๆ ข้างต้นจะแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ได้ดังนี้
          ๑. คือส่วนที่เป็นเนื้อหา
          ๒. คือส่วนที่เป็นการอธิบาย
          ๓. คือส่วนที่เป็นอุทาหรณ์หรือการอ้างอิง
          ๔. คือส่วนที่เป็นตัวอย่าง

๓. การเขียนส่วนท้ายหรือส่วนสรุป ส่วนท้ายหรือส่วนสรุป ส่วนปิดเรื่องเป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาส่วนอื่นๆโดยตลอด และเป็นส่วนที่บอกผู้อ่านว่าเรื่องราวที่เสนอมานั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว วิธีการเขียนส่วนท้ายมีด้วยกันหลายวิธี เช่น เน้นย้ำประเด็นหลัก เสนอคำถามหรือข้อคิด สรุปเรื่อง เสนอความคิดของผู้เขียน ขยายจุดประสงค์ของผู้เขียน หรือสรุปด้วยสุภาษิต คำคม สำนวนโวหาร คำพังเพยอ้างคำพูดของบุคคล อ้างทฤษฎี หลักศาสนา หรือคำสอนและ บทร้อยกรอง ฯลฯ

          ๓.๑ เน้นย้ำประเด็นหลัก เช่น หน่วยงานของเราจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการที่รวดเร็ว ที่ซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้
เช่นนี้ต่อไป แม้การปฏิรูประบบราชการจะส่งผลให้หน่วยงานของเรา ต้องเปลี่ยนสังกัดไปอย่างไรก็ตาม นั่นเพราะเราตระหนักในบทบาทของเราในฐานะ “ข้าราชการ” แม้ว่าปัจจุบันเราจะถูกเรียกว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ก็ตาม

          ๓.๒ เสนอคำถามหรือข้อคิดให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณ เช่น เคราะห์กรรมทั้งหลายอันเกิดกับญาติพี่น้องและลูกหลานของผู้คนในบ้านเมืองของ เรา อันเกิดจากความอำมหิตมักได้ของผู้ผลิตและผู้ค้ายาเสพติดเหล่านี้ เป็นสิ่งสมควรหรือไม่ กับคำว่า “วิสามัญฆาตกรรม” ท่านที่อ่านบทความนี้จบลง คงมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว

          ๓.๓ สรุปเรื่อง เช่น การกินอาหารจืด ร่างกายได้รับเกลือเล็กน้อย จะทำให้ชีวิตจิตใจร่าเริงแจ่มใส น้ำหนักตัวมาก ๆ จะลดลง หัวใจไม่ต้องทำหน้าที่หนัก ไตทำหน้าที่ได้ดี ไม่มีบวมตามอวัยวะต่าง ๆ และเป็นการป้องกันโรคหัวใจ โรคไต หลอดเลือดแข็ง ความดันโลหิตสูง ข้ออักเสบ แผลกระเพาะอาหารและจะมีอายุยืนด้วย

          ๓.๔ เสนอความคิดเห็นของผู้เรียน เช่น การปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ คงมิใช่แค่การเข้ารับการอบรมเทคนิค วิธีการสอนเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอันสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดคือ ตัวผู้สอน ถ้าผู้สอนมีใจและพร้อมจะรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความ กระตือรือร้น ที่จะพัฒนาตนเองเพื่อกลุ่มเป้าหมายคือผู้เรียน การปฏิรูปกระบวนการเรียน การสอนก็จะประสบความสำเร็จได้

          ๓.๕ ขยายจุดประสงค์ของผู้เขียน ควบคู่กับบทร้อยกรอง เช่น แม้อาหารการกินและการออกกำลังกายจะทำให้คนเราสวยงามตามธรรมชาติอยู่ได้นาน แต่วันหนึ่งเราก็คงหนีไม่พ้นวัฏจักรของธรรมชาติ คือ การเกิด แก่ เจ็บและตาย ร่างกายและความงามก็คงต้องเสื่อมสิ้นไปตามกาลเวลา ฉะนั้นก็อย่าไปยึดติดกับความสวยงามมากนักแต่ควรยึดถือความงามของจิตใจเป็น เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่จะเหลืออยู่ในโลกนี้เมื่อความตายมาถึงคือ ความดี ความชั่วของเราเท่านั้น ดังพระราชนิพนธ์ของพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ในเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ว่า

          พฤษภกาสร
 อีกกุญชรอันปลดปลง
 
     โททนต์เสน่งคง
 สำคัญหมายในกายมี
 
     นรชาติวางวาย
 มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
 
     สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี
 ประดับไว้ในโลกา

ขั้นตอนการเขียนเรียงความ

๑. กำหนดความมุ่งหมาย ของเรียงความเรื่องนั้น

๒. เลือกแบบการเขียน หรือโวหารการเขียนให้สอดคล้องกับ ความมุ่งหมายสำคัญ

๓. หารายละเอียดประกอบ และขยายความประเด็นต่างๆ ของโครงเรื่อง

๔. กำหนดภาคคำนำ ภาคเนื้อเรื่อง และภาคสรุป

ตัวอย่างการเขียนเรียงความ

ตัวอย่างเรียงความเรื่อง “สามเส้า”

          ครัวไทยแต่ก่อนครั้งหุงข้าวด้วยฟืนนั้น มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ก้อนเส้า เรายังหาครัวอย่างนี้ดูได้ในชนบท ก้อนเส้านั้นอาจเป็นดินหรือก้อนหิน มีสามก้อนตั้งชนกันมีช่องว่างสำหรับ ใส่ฟืน ก้อนเส้าสามก้อนนี้เองเป็นที่สำหรับตั้งหม้อข้าวหม้อแกงอันเป็นอาหารประจำ ชีวิต ของคนไทย ดู ๆ ไปก้อนเส้าสามก้อนนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย เพราะชาติไทยแต่ไหน แต่ไรมาก็ตั้งอยู่บนก้อนเส้าสามก้อนนั้น มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนา ก็ประกอบด้วยก้อนเส้าสามก้อนคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

          ก้อนเส้าสาม ก้อนหรือสามเส้านี้ เมื่อคิดไปอีกทีก็เป็นคติอันดีที่เราน่าจะยึดเป็นเครื่องเตือนใจ ภาษิตจีนมีว่า คนเราจะมีชีวิตมั่นคง จะต้องนั่งบนม้าสามขา ม้าสามขาตามภาษิตจีนนั้นหมายถึง สิ่งสำคัญสามอย่างที่พยุงชีวิตเรา สิ่งสำคัญนั้นจะเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องมีสามขา ถ้ามีเพียงสอง ชีวิตก็ยังขาดความมั่นคง ภาษิตจีนนี้ฟังคล้าย ๆ “สามเส้า” คือว่าชีวิตของเราตั้งอยู่บนก้อนสามก้อน จึงมีความมั่นคง    

          ก็ก้อนเส้าทั้ง สามสำหรับชีวิตนี้คืออะไร ต่างคนอาจหาก้อนเส้าทั้งสามสำหรับชีวิตของตัวเองได้บางท่านอาจยึดพระ ไตรลักษณ์คือ ความทุกข์ ๑ ความไม่เที่ยง ๑ และความไม่ใช่ ตัวของเรา ๑ เป็นการยึดเพื่อทำใจมิให้ชอกช้ำขุ่นมัวในยามที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือจะใช้ เป็นเครื่องเตือนมิให้เกิดความทะเยอะทะยานตนทำลายสันติสุขของชีวิตก็ได้ บางคนยึด ไตรสิกขาเป็นก้อนเส้าทั้งสามแห่งการยังชีวิตคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก แต่บางคน ที่เล็งประโยชน์ในทางโลกมีหลักว่า เขาต้องประกอบอาชีพสามทาง เช่นว่า รับราชการหรือรับจ้างทางหนึ่ง หารายได้พิเศษในยามว่างทางหนึ่งและศึกษาหาความรู้ต่อกันอันเป็นเครื่องเสริม อาชีพทางหนึ่ง ก้อนเส้าสามก้อนของบางคนอาจเป็นเช่นนี้ และเมื่อมีก้อนเส้า สามก้อนดังนี้ ก็เปรียบเหมือนตั้งหม้อข้าวบนก้อนเส้าสามก้อนในครัว ซึ่งแน่นอนว่าเรา จะต้องได้กินข้าว ถ้าตั้งเพียงสองก้อนเราก็ไม่แน่ใจว่าหม้อข้าวจะหกคว่ำลงเมื่อใด
     
          สำหรับข้าพเจ้าเอง ก้อนเส้าทั้งสามของข้าพเจ้าก็คือ ตัวของตัวเอง ความรู้และโอกาส เมื่อกล่าวดังนี้ท่านอาจยังสงสัยว่าข้าพเจ้ายึดสามเส้านี้อย่างไรจะขอเริ่ม ด้วยตัวเอง คนเรา ต้องยึดตัวเองก่อน คือ ต้องทำตัวไว้ในความดี ต้องรักตัวรักตัวนี้คือการพยายามตั้งตัวไว้ใน ความดี ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว หรือการนึกถึงตัวเป็นใหญ่ คนเราต้องรักตัวเองก่อน จึงจะรัก คนอื่นได้ ช่วยผู้อื่นได้
    
          ความรู้เป็นสิ่งสำคัญมาก นโปเลียนกล่าวไว้ว่า คนเราจะมีปัญญาความสามารถเพียงใดก็ตาม ถ้าไม่มีโอกาสเสียแล้ว เราก็ไม่อาจใช้ความรู้ความสามารถได้ และไม่อาจประสบความสำเร็จ หรือชื่อเสียงเกียรติยศได้ โอกาสจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่าโอกาสหรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง ช่องทางนั้นไม่ใช่จะมาหาเราเสมอไป เราต้องไปหามัน ต้องค้นหามัน และเมื่อพบแล้วต้องหยิบฉวยทันที อย่างที่พูดกันว่าอย่าละโอกาส
     
          เมื่อเราดำรงตนดีแล้ว พยายามหาความรู้ไว้เสมอและแสวงหาโอกาสช่องทางแล้ว ก็ไม่น่าสงสัยว่าเราจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรุ่งเรืองไม่ได้

          สามเส้าดังที่ กล่าวนั้นคือ สามเส้าที่ข้าพเจ้ายึดเป็นหลักประจำชีวิต สามเส้าเป็นคติของชีวิต ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ยึดคตินี้ คือ คติที่ว่าชีวิตที่มั่นคงต้องอยู่บนสามเส้านั้น ต้องเป็น ผู้ที่พบความสำเร็จเป็นแน่

ที่มา : คัดจาก คณะอาจารย์ หมวดวิชาภาษาไทย วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา การใช้ภาษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา, ๒๕๑๗ หน้า ๑๓๐ – ๑๓๑

ตัวอย่างเรียงความวันพ่อ : รางวัลอันดับที่ ๑

จากดวงดาวแห่งความศรัทธา กำเนิดเจ้ามาด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ เจ้าคือแก้วตาดวงใจ สายใยลูกโซ่แห่งความรัก ผ่านลมฝนผ่านร้อนผ่านหนาว ใต้ร่มเงาให้ใจคอยพักพิง ลูกเอยพ่อเคยพร้อมทุกสิ่ง บางสิ่งหายไปกับตา แม่เจ้าเหมือนแก้วตา ด่วนลาพ่อลาเจ้าไป ลูกรักจงอย่าได้หวั่นเกรง เพลงที่แม่กล่อม จากนี้พ่อจะร้องเอง ใครจะมาข่มเหงไม่มีวัน หลับเถิดหนาแก้วตาดวงใจ หลับให้สบายไม่นานคงพบกัน จากไปไม่ใช่ชั่วนิรันดรสักวันพ่อจะตามไป คุ้มครอง เจ้าคือดวงดาวน้อยของพ่อ จับมือพ่อเอาไว้ พ่อจะพาเจ้าเดินข้ามไป สู่ปลายทางที่ดี ไม่มีรักครั้งไหน รักมากแค่ไหนยิ่งใหญ่เกิน ยิ่งใหญ่เกินเหนื่อยแค่ไหนไม่ท้อ ทนได้เสมอขอให้ลูกมีความสุข ให้เจ้าเดินต่อไป ไม่น้อยหน้าใคร ๆ

ถ้าพูดถึงพ่อ คงไม่มีใครหรอกที่เกิดมาโดยไม่มีพ่อ แต่เราจะได้มีโอกาสเห็นหน้าพ่อหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของเรา บางคนเกิดมามีทั้งพ่อมีทั้งแม่ก็ถือว่าเป็นบุญวาสนาของเขาไป แต่มีอีกหลายคนที่เกิดมาอาภัพนัก มีแต่ผู้เป็นพ่อคนเดียวเท่านั้น แต่เขาก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายเพราะสามารถเป็นได้ทั้งพ่อเป็นได้ทั้งแม่ และเป็นได้ทั้งเพื่อน ยามใดที่เราท้อแท้พ่อก็คอยให้กำลังใจ ยามที่เราร้องไห้พ่อก็คอยปลอบโยนเรา พ่อสามรถทำให้เราได้ทุกอย่าง เมื่อตอนที่ฉันยังเด็กพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า พ่อเลี้ยงดูฉันมาเป็นอย่างดี บางครั้งพ่อชงนมให้ฉันกินในยามที่ฉันร้องไห้ ในคืนที่ฝนตก พ่อกอดฉันให้ความอบอุ่นแก่ฉัน จนฉันหลับไปในอ้อมกอดของพ่อ ฉันได้รู้สึกถึงความอบอุ่นทุกครั้งที่พ่อกอดฉัน ฉันซาบซึ้งถึงความรักความเอ็นดูจากพ่อทุกครั้งที่พ่อจูบแก้มฉัน พ่ออบรมสั่งสอนฉันให้ฉันเป็นเด็กดี พ่อไม่เคยตีฉันเพียงแต่ทุกครั้งที่ฉันทำผิดพ่อจะดุฉัน เมื่อฉันเรียนสูงขึ้นพ่อต้องไปทำงาน บางครั้งเป็นเดือนกว่าที่พ่อจะกลับ ฉันต้องอยู่กับแม่ แม่เองก็รักและเอ็นดูดูฉันได้ไม่น้อยไปกว่าพ่อเลย บางคืนแม่สะอื้นร้องไห้ ลูกแกล้งหลับไปทั้งที่ได้ยินเสียงสะอื้นของแม่ พ่อทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขสบาย ความรักของพ่อที่มีให้กับฉันมันไม่สามารถที่จะทดแทนได้หมดเลย แต่ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อมีความสุขให้พ่อสบายใจ ฉันจะเป็นลูกที่ดีของพ่อและแม่ แต่บางคนอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ลูกบางคนตอบแทนพระคุณของพ่อโดยการทำตัวเกเร เหลวไหลไม่ตั้งใจเรียน บ้างก็ติดยาเสพย์ติด ซึ่งก็เท่ากับเป็นการทำลายอนาคตของตัวเอง ทำลายความหวังของพ่อ พ่ออยากให้เรามีงานดี ๆ ทำ เพื่อที่จะได้สบายในภายภาคหน้า มิหนำซ้ำลูก ๆ บางคน เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองแก่ชรา ก็พาพ่อไปทิ้งยังบ้านพักคนชรา โดยไม่คิดจะเหลียวกลับมาดูแลพ่อเลย นี่หรือผลตอบแทนที่เรามีให้กับพ่อ บางครอบครัวมีลูก 4 คน 5 คน แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่จะสามารถเลี้ยง

ดูพ่อได้ เราเคยคิดบ้างไหมว่าที่ลูกกี่คนพ่อเลี้ยงได้อย่างสบาย แต่ลูกคนจะดูแลพ่อในยามชราได้ พ่อไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความรักความห่วงใย ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ความรักของพ่อที่มีให้กับลูกก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และไม่เคยลดน้อยลงมีแต่จะเพิ่มขึ้น ๆ ไม่มีวันที่จะสิ้นสุด

แต่ฉันก็ยังมีพ่ออยู่อีกหนึ่งคน ที่คอยดูแลฉันอยู่ห่าง ๆ นั้นคือในหลวงของเรานี้เอง พ่อเพียงคนเดียวสามารถที่จะดูแลลูก ๆ กว่าเจ็ดสิบล้านคนได้ หยาดเหงื่อของพ่อคือความเจริญและความมั่นคงของประเทศ พระองค์สามารถเดินไปได้ทุกที่ ถึงแม้หนทางจะยากลำบากสักเพียงใด พ่อไม่เคยบ่นสักคำว่าเหนื่อย พ่อทรงจัดทำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นมากมาย อาทิเช่น โครงการรักบ้านเกิด โครงการพัฒนาประมงพื้นบ้านเป็นต้น พ่อทรงช่วยเหลือลูก ๆ ทุกวิถีทาง พ่อพยายามให้ลูกทุกคนได้เรียนหนังสือ พ่อทรงช่วยเหลือชาวเกษตรทุกพื้นที่ พ่อทรงบริจาคปุ๋ยให้ชาวสวน ชาวนา เมื่อฟูดแล้งมาถึง พ่อทรงคิดการทำฝนเทียมขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวเกษตรกรต้องได้รับความเดือดร้อน ยามใดที่เกิดอุทุกภัย พ่อก็ทรงส่งเครื่องยังชีพไปให้ลูก ๆ พ่อต้องยอมสละความสุขของตนเอง เพื่อให้ลูก ๆ มีความสุข แล้วเราได้ตอบแทนอะไรให้แก่พ่อบ้าง บางคนอาจจะตอบว่าทำมาตั้งหลายอย่างแล้ว แต่บางคนแคคิดก็ยังไม่เคย หยุดคิดสักนิด ก่อนที่จะสายเกินไป ประเทศไทยจะเจริญได้ ถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน

ดังนั้นคงไม่สายเกินไปที่เราจะทดแทนพระคุณของพ่อ พ่อคือคนที่เรารักและพ่อคือคนที่เรารัก เราควรที่จะรักพ่อบ้าง ห่วงใยพ่อบ้าง ดูแลพ่อให้ดีกว่านี้ อย่าได้ทำให้พ่อเสียใจอีกเลย บอกรักพ่อให้ทุกวัน ให้พ่อได้ชื่นใจ สิ่งที่พ่อต้องการ คือความรักจากเรา ให้เราเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เพียงแค่นี้ท่านก็มีความสุขแล้ว ตอบแทนพระคุณของพ่อตั้งแต่ตอนนี้ บอกความในใจบางอย่างให้พ่อฟัง ว่า พ่อค่ะหนูรักพ่อมากที่สุดในโลกเลยค่ะ เพียงแค่แคนี้พ่อก็เป็นสุขแล้ว

เครดิต :: นางสาวนุชนาถ สัณห์พานิชกิจ นักเรียนชั้น ม. 5/8
ที่มา : http://www.kanzuksa.com/Radio.asp?data=174

ตัวอย่างเรียงความ : เรื่อง “ไทยรักไทย ไทยเจริญ” พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ไทยรักไทย ไทยเจริญ

หวนระลึกย้อนกลับไปเกือบ 800 ปี อันเป็นระยะเวลาก่อนกรุงสุโขทัยพระมหานครแห่งแรกของเราจะเจริญรุ่งเรือง ในเวลานั้นประเทศไทยหรือประเทศสยามนี้ยังไม่บังเกิด ชนเผ่าไทยปกครองกันเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ต่างก็เป็นอิสระแก่กันอยู่ใต้อิทธิพลของขอม พ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง กับพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ได้พร้อมใจกันกู้อิสรภาพเป็นผลสำเร็จ พ่อขุนบางกลางท่าวได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกทรงพระ นามว่า ?พ่อขุนศรีอินทราทิตย์? แห่งกรุงสุโขทัย

ในระยะนี้เป็นระยะ ที่ชาติไทยมีความรุ่งเรืองที่สุดระยะหนึ่ง ทั้งทางศาสนาศิลปกรรมและเศรษฐกิจการปกครอง พระมหากษัตริย์ทรงรักษาราษฎรประดุบิดารักบุตรของตน พระราชอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นชื่อลือกระเดื่องไปทั่วทุกทิศานุทิศ

ครั้ง ต่อมาอาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง กรุงศรีอยุธยาเรืองอำนาจเป็นราชธานีอยู่ถึง 417 ปี ฉนั้นเหตุการในประวัติระยะนี้จึงควรแก่การทรงจำยิ่งนักบรรพชนชาวอยุธยาได้ สร้างสรรค์ความเจริญนานัปการแก่ชาติ ท่านเหล่านั้นได้สละแล้วซึ่งเลือดในกายจนกระทั่งชีวิตและรักษาความเป็นไทย ที่ท่านรักไม่มีผู้ใดจะคัดค้านได้ ถ้าข้าพเจ้าจะกล่าวว่าชาวไทยเป็นคนกล้าหาญเป็นเชื้อชาติเผ่าพันธ์นักรบ แต่เหตุไฉนไทยเราจึงปราชัยย่อยยับ ต้องตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่าข้าศึกทั้งสองครั้งสองคราเล่า เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแล้วก็พอจะสรุปได้ว่าเราขาดความรัก ความสามัคคีในระดับหมู่คณะชาวไทยด้วยกัน เรารักความเป็นใหญ่ส่วนตัว เรื่องทะเลาะเบาะแว้งส่วนตัวเหนือความปลอดภัยของชาติ ความผิดใจกันระหว่างสมเด็จพระมหินทราธิราชกับสมเด็จพระมหาธรรมราชา ทำให้สมเด็จพระมหาธรรมราชายืมมือต่างประเทศ คือ พม่าเข้ามา เป็นการซักน้ำเข้าลึก ซักศึกเข้าบ้าน ทั้งพระยาจักรียังเข้ามายุแหยให้แตกความสามัคคีกันอีก แล้วชาติไทยจะอยู่ได้อย่างไร การเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ กล่าวคือ เป็นการอิจฉาริษยากันเอง ภายในผู้นำฝ่ายไทยด้วยกัน

ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรากำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อ ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ หรือพวกฝ่ายตรงข้ามกำลังแผ่อิทธิพลเข้าสู่ประเทศไทยเราอย่างเห็นได้ชัด จากการโฆษณาชวนเชื่อ และการนำทหารผ่านไปรบประเทศอื่น ซึ่งเราจำต้องยอมอย่างหน้าชื่นอกตรม แผ่นดินรอบ ๆบ้านเราร้อนเป็นไฟไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เราก็ได้เห็นตัวอย่างจากประวัติศาสตร์มาแล้ว เมื่อใดเรามีความรักความสามัคคีซึ่งกันและกัน เมื่อนั้นชาติจะเจริญรุ่งเรือง เมื่อใดเราขาดความสามัคคีเมื่อนั้นเราจะเสียเอกราชความเป็นไท

? ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขได้อย่างไร ?

ถ้า เราจะมุ่งผนึกกำลังทั้งกายและใจด้วยกัน โดยถือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ? สมานสามัคคีให้ดีอยู่ จะสู้ศึกศัตรูทั้งหลายได้ ? พลังของชาวไทยกว่า 35 ล้านคน จะไม่สามารถต่อต้านข้าศึกศัตรูทั้งหลายทั้งปวงเชียวหรือ เปรียบประดุดั่งกิ่งไม้ ลำพังแต่งกิ่งเดียว แม้แต่เด็กก็หักได้โดยง่าย แต่ถ้ามัดรวมกันเป็นกำใหญ่ก็อยากที่จะทำลาย ควรนึกอยู่เสมอว่า ศัตรูที่เขาจะมารุกรานเราเขาจะยุแหย่ให้เกิดความสามัคคีกันก่อน เพราะเมื่อเขาบุกเข้ามาเราไม่รวมกำลังกันมัวแต่เกี่ยงกัน ทะเลาะชิงดีชิงเด่นระหว่างกันเอง เขาก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย

เพราะ ฉะนั้นชาวไทยจงร่วมรักร่วมสมัครสามัคคีกันไว้ถ้าเผื่อมีข้าศึกมาย้ำยีบีฑาก็ จะสู้ได้เต็มแรง ก้อนหินน้อยใหญ่หลาย ๆ ก็สามารถรวมกันเป็นภูผาหลวงได้ฉันใด คนไทยแต่ละคนรวมกำลังเข้าด้วยกันก็สามารถสร้างชาติไทยให้เจริญถาวรได้ฉัน นั้น ข้อสำคัญที่สุดคือ ไทยเราอย่าทำลายกันเอง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ให้ช่วยกันบำรุงรักษาประเทศชาติศาสนาและวัฒนธรรมให้รุ่งเรืองถาวรอยู่คู่ฟ้า ดิน

เหตุที่ชาติไทยเจริญอยู่ได้ เป็นเพราะชาวไทยรักชาวไทยด้วยกัน ต่างก็มั่นอยู่ในความสามัคคีธรรม โดยถือแม้ตนเองเป็นเชื้อชาติใดนับถือศาสนาใดก็ตาม ต่างก็เป็นข้าแผ่นดินเดียวกันทั้งนั้น เมื่อถือได้เช่นนี้จิตใจของคนไทยก็ย่อมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อไทยรักไทย ไทยต้องเจริญถาวรอย่างไม่ต้องสงสัย

เครดิต :: หนังสือประจำปี คณะอักษรศาสตร์ 2516
ที่มา : http://www.kaweeclub.com/b20/t2846/

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบ
- http://www.thaiessaywriting.com/about/

Tags: , , , , ,


Fatal error: Uncaught Exception: 12: REST API is deprecated for versions v2.1 and higher (12) thrown in /home3/new1/public_html/thaistudyfocus.com/wp-content/plugins/seo-facebook-comments/facebook/base_facebook.php on line 1273