ตัวอย่างเรียงความวันแม่

ตัวอย่างเรียงความวันแม่

ในวันที่ 12 สิงหาคมของทุกๆปีตรงกับวันแม่แห่งชาติ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งยังเป็นวันที่เราระลึกถึงพระคุณของแม่ที่ไม่มีอะไรสามารถเปรียบได้ ด้วยความเหนื่อยยากที่ท่านอบรม เลี้ยงดู ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเราที่เป็นลูกมาโดยตลอด และคนจำนวนไม่น้อยได้ถือโอกาสนี้เขียนเรียงความระลึกถึงพระคุณของท่านออกมามากมาย เราจึงได้รวบรวมตัวอย่างเรียงความวันแม่มาให้ทุกท่านได้อ่าน เพื่อสะท้อนถึงมุมมองของแต่ละคนที่มีต่อแม่ของเขามาฝากกันค่ะ หรือจะนำไปเป็นแนวทางในการเขียนเรียงความของเราต่อไปก็ได้นะคะ

ตัวอย่างเรียงความวันแม่

ตัวอย่างที่ 1 : เรียงความวันแม่ – “แม่”

ทุกคนบนโลกใบนี้เกิดมาย่อมมีผู้ให้กำเนิด นั่นก็คือ “แม่”  จะเชื้อชาติใด ภาษาอะไร ศาสนาไหน จะร่ำรวยหรือยากจน  คำว่า “แม่”  เป็นคำแรกที่ลูกทุกคนเปล่งออกมายามที่เริ่มหัดพูด  และเป็นคำแรกที่คนเป็นแม่รอคอยที่อยากได้ยินเช่นเดียวกัน  “แม่”  คำสั้นๆ แต่มีความหมายยิ่งใหญ่มหาศาล  เป็นคำที่ประเสริฐด้วยพระคุณอย่างล้นเหลือ  และคงไม่มีคำใดในโลกนี้ที่มีความหมายในตัวมันเองมากมายจนเกินคำบรรยาย อย่างคำว่า “แม่”  เพราะการให้กำเนิดลูกสักคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย   เก้าเดือนที่ต้องคอยทะนุถนอม  คอยดูแลเอาใจใส่ในทุกๆ เรื่อง  ทำทุกอย่างอย่างระมัดระวังตลอดเวลา  เพื่อให้ลูกน้อยแข็งแรงและปลอดภัย   เป็นบุคคลคนเดียวที่มีความอดทนสูงกับการรอคอยที่ยาวนาน  กว่าจะกลายเป็นผู้ให้กำเนิด  กำเนิดสิ่งมหัศจรรย์ที่พระเจ้าประทานลงมาที่เรียกว่า “ลูก”   เพื่อมาเติมเต็มในส่วนของครอบครัวให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์

ในวันที่เด็กคนหนึ่งได้มีโอกาสลืมตาดูโลก ใครคนหนึ่งกลับต้องอยู่บนความเป็นความตายกับความเจ็บปวดหนักหนาสาหัสจนแทบ ขาดใจ เพื่อให้กำเนิดลูกน้อยของตัวเอง  หวังเพียงแค่…ให้ลูกน้อยปลอดภัยก็สุขใจ

ใครคนหนึ่งที่มีชื่อแทนตัวมากมายไม่ว่าจะเป็น  มาเทอร์ (Mother)” “มัม (Mom)”  มาม้า  มามี้  มามอง โอก้าซัง  อ่อมมา  อุมมี ฯลฯ ทุกชื่อล้วนแต่มีความหมายเดียวกัน นั้นก็คือ ผู้ให้กำเนิด  ซึ่งคนไทยอย่างฉันเรียกว่า “แม่”

“แม่” ครั้งแรกที่ฉันเห็นผู้หญิงคนนี้  ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร แต่ฉันมั่นใจอย่างหนึ่งว่า ถ้ามีเขาอยู่ข้างๆฉันจะปลอดภัยและอบอุ่น แม่เป็นคนบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเหนือกว่าคนอื่นๆ เลยด้วยซ้ำ  ทำงานหนักมาตลอด  ทำกับข้าวอร่อย  แม้แม่ไม่ได้เรียนหนังสือจบมาสูงๆ

แต่แม่ก็เห็นคุณค่าของการศึกษา พยายามส่งเสียให้ฉันได้ร่ำเรียนเหมือนลูกคนอื่นๆทั่วไป แม่มักจะน้อยใจบ่อยๆเวลาที่ฉันดื้อกับแม่ จนทำให้แม่โกรธแต่แม่ก็ไม่เคยโกรธได้นานเสียที ไม่เคยนินทาหรือพูดให้ร้ายคนอื่นให้ฉันได้ยิน แม่ทำให้ฉันซึ้งกับคำว่า “ให้”  “ให้”ในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะสามารถทำให้ลูกได้ แม่มอบแต่สิ่งที่ดีๆ จนฉันจะกลายเป็นคนตาบอดเสียแล้ว ที่มองเห็นแต่แม่ของตัวเองดีเลิศกว่าแม่คนอื่นๆ

แม่เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของฉัน แม่ทำให้ฉันเห็นความสำคัญของกำลังใจ แม่บอกว่า “กำลังใจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในยามที่เราผิดพลาดหรือเสียใจ  มันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เราต่อสู้เพื่ออยู่กับวันพรุ่งนี้และอนาคตอย่าง สบายใจ”   แต่บางครั้งแม่ก็ทำให้ฉันต้องร้องไห้  เพราะทุกค่ำคืนยามที่ฉันและน้องๆ นอนหลับสบาย   แม่กลับลุกขึ้นมาสวดมนต์ของพรจากพระเจ้า และที่ทำให้ฉันต้องนอนน้ำตาไหลและตื้นตันใจที่สุด ก็เพราะคนที่แม่ขอพรให้กลับเป็นฉันและน้องๆแทนที่แม่จะขอให้ตัวเอง ชื่อของลูกๆที่ แม่เอ่ยยามขอพรจากพระเจ้า ช่างเป็นเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนโยนเหลือเกิน ฉันไม่รู้ว่าฉันจะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างไรหากไม่มีผู้หญิงคนนี้ คนที่ทำทุกอย่างเพื่อฉัน คนที่ให้ชีวิตทั้งชีวิต ให้ที่ซุกหัวนอน ให้อาหารการกิน ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ ให้ความสุขสบาย และสารพัดที่แม่ทำให้  จนฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันทำให้แม่จะได้สักครึ่งหนึ่งหรือสักเศษเสี้ยวหนึ่งของแม่ที่ทำให้ฉันหรือเปล่า

“แม่” ของฉัน  ก็คงไม่ต่างกับแม่คนอื่นๆ บนโลกใบนี้ ที่หวังให้ลูกเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนและมีอนาคตที่สดใส ประสบความสำเร็จในชีวิต  แต่ความหวังของแม่ไม่เคยทำให้ฉันลำบากใจหรือกดดันแต่อย่างใด  เพราะสิ่งที่แม่หวัง อยู่บนพื้นฐานของความพอดี แม่ขอแค่ให้ฉันทำเท่าที่ความสามารถของฉันมีและฉันมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ความหวังของแม่ก็ประสบผลแล้ว

แม่เคยบอกว่าฉันคือความภาคภูมิใจของแม่ ฉันเป็นของขวัญที่แม่ภูมิใจ มันรู้สึกดีแค่ไหนที่ตัวเองได้เป็นสิ่งดีๆ สำหรับ “แม่” ฉันไม่รู้ว่าแม่พูดเพื่อให้ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเองหรืออะไรกันแน่ แต่ฉันคิดว่าสิ่งที่แม่พูดทำให้ฉันไม่กล้าทำในสิ่งที่ไม่ดี เพราะกลัวจะบั่นทอนความภาคภูมิใจของแม่ มันเลยกลายเป็นเกราะที่คอยป้องกันไม่ให้ฉันทำในสิ่งที่ผิดพลาดหรือนอกลู่นอกทาง

ก็เพราะฉันรู้ว่า ฉันเป็น“สุดที่รัก” ที่แม่ “รักที่สุด”มากมายในสิ่งที่แม่มอบให้ ความรักที่ไม่มีใครเทียบได้ ทุกอณูความทุกข์ ความลำบาก ความเหนื่อยยาก ก็เพียงทำเพื่อ “ลูก” แม่ทำให้ฉันมองโลกในแง่ดี เห็นค่าของตัวเองและอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข  

ใครว่า…..ครอบครัวต้องร่ำรวย ถึงจะมีความสุข ไม่จริงหรอก….ความสุขมีได้ทุกครอบครัว ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน อยู่ที่คนในครอบครัวว่าเลือกที่จะมีความสุขในสิ่งตัวเองมีหรือเปล่า

ใครว่า…..ต้องมีบ้านหลังโตๆ ถึงจะมีความอบอุ่น ไม่จริงหรอก….บ้านเล็กๆ อบอุ่นมากมาย เพราะไม่มีที่ว่างให้ได้เงียบเหงา   

ใครว่า…..บ้านต้องมีรั้วสูงๆ ถึงจะปลอดภัย ไม่จริงหรอก…..แค่มีพ่อแม่อยู่ในบ้านคอยเป็นบอดีการ์ดให้ปลอดภัย แถมอุ่นใจอีกต่างหาก

ใครว่า…..ต้องมีเงินเยอะๆ ถึงจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างมา ไม่จริงหรอก….บางสิ่งบางอย่าง เงินก็ไม่สามารถหาซื้อได้ และบางสิ่งบางอย่างที่ไม่จำเป็นเราก็ไม่ควรมี 

ใครว่า…..ต้องนั่งรถเก๋งคันหรู ถึงจะดูโก้  ไม่จริงหรอก…..นั่งรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของแม่เท่ห์กว่าไหนๆ

ใครว่า…..เป็นคนรวยแล้วใครๆก็รัก ไม่จริงหรอก…..ความรักมากมายที่ฉันได้รับจากแม่ คนรวยบางคนยังไม่มีโอกาสพบเจอด้วยซ้ำ 

ใครว่า….ครอบครัวต้องมีทุกอย่าง ถึงจะสมบูรณ์  ไม่จริงหรอก…..ตราบใดที่มีพ่อ แม่ ลูก ครอบครัวก็ถือว่าสมบูรณ์ แม้จะขาดพ่อหากยังมีแม่อยู่ครอบครัวก็ยังสมบูรณ์ เพราะแม่สามารถเป็นได้ทั้งพ่อและแม่ในเวลา เดียวกัน

ฉันจำได้ว่ามีหลายๆ ประโยคที่มักได้ยินบ่อยๆ เมื่อใครต่อใครพูดถึงสถาบันครอบครัว หรือข้อความที่เห็นตามหนังสือทั่วๆไป เป็นต้นว่า “ครอบครัว เป็นแค่จุดเล็กๆที่สุดในสังคม แต่ก็มีความสำคัญที่สุดในโลก”  บ้างก็ว่า“ครอบครัวเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ไม่มีสถาบันใดจะสามารถ “เพาะ” หรือ “สร้าง”  คนได้ดีไปกว่า “ครอบครัว ” ทุกข้อความหรือคำพูดที่ทุกคนสื่อออกมา  ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัวทั้งนั้น

ครูคนแรกของลูกทุกคนก็คือ “แม่”  ผู้ที่คอยอบรมสั่งสอน ตักเตือน บ่มนิสัยและปลูกฝังในสิ่งต่างๆ รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก 

แม่บอกว่า….ไม่มีใครสอนลูกได้ดีไปกว่าแม่  เพราะแม่สอนด้วยความรัก  ตีก็เพราะรัก

แม่บอกว่า…..คนเป็นลูกที่ดี  ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่และดูแลเมื่อยามท่านแก่เฒ่า เพราะสิ่งที่ลูกทำให้พ่อแม่ในวันนี้จะ ส่งผลให้ลูกเมื่อวันที่ลูกกลายเป็นแม่คน มีลูกของตัวเอง

แม่บอกว่า…..คนเป็นลูกที่ดี  คือลูกที่ขอพรให้พ่อแม่ทุกคืนวัน    เป็นการแสดงให้เห็นว่าลูกยังระลึกถึงพ่อแม่เสมอ และต่อไปเมื่อลูกมีลูกของตัวเอง ลูกจะได้ขอพรให้ลูกของลูกได้  เพราะพรอะไรในโลกที่ว่าวิเศษ  ก็  ไม่เท่าพรของพ่อแม่ที่แสนประเสริฐ

แม่บอกว่า….คนเป็นลูกที่ดี  ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง  หน้าที่พื้นฐานที่ควรทำก็คือหน้าที่ที่ลูกพึงมีต่อพ่อแม่   หาก หน้าที่พื้นฐานนี้ทำไม่ได้  จะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตที่ขาดหน้าที่ แล้วจะรับผิดชอบอะไรใครได้  เมื่อ คนเขาไม่เชื่อถือ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่สอนสั่งก็เพียงให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ เข้ามาในชีวิต และมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง    ฉันดีใจที่ ณ วันนี้ฉันยังมีแม่อยู่   ดีใจที่ฉันยังมีโอกาสได้เรียก “แม่”   ได้มีช่วงดีๆ ของชีวิตในการตอบแทนคุณความดีของแม่   ฉันเคยคิดเสมอว่าตัวเองโชคดีกว่าคนอื่นอีกหลายๆ คนที่เขาไม่มีแม่ ไม่มีโอกาสตอบแทนพระคุณของแม่

ดีใจที่ในวันนี้ยังมีแม่ให้ได้เรียกหา  เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  ใครคนใดคนหนึ่งอาจจะพรากจากกันไปโดยไม่มีแม้แต่คำล่ำลา  มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่  หากวันใดคนที่มีความสำคัญที่สุดกลับห่างหายและจากกันไปชั่วนิรันดร์  ความรู้สึกของลูกคงจะสลาย  ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงในการยืนหยัด ต่อสู้  หมดสิ้นกำลังใจ  ชีวิตก็คงดูไร้ค่า  แม้จะร้องไห้สักพันครั้ง  น้ำตาไหลรินสักล้านหยดก็คงจะเรียกคืนในสิ่งที่สูญเสียไม่ได้

ก่อนที่ทุกอย่างจะสาย  ก่อนจะไม่มีโอกาส  ก่อนที่กาลเวลาจะผ่านเลยไปอย่างไร้ความหมาย  อย่าปล่อยให้แม่มองเราเพียงข้างหลังตามลำพัง  หันกลับมามองท่านบ้าง  ถามสารทุกข์สุขดิบของท่าน  สร้างความภาคภูมิใจยินดี  ความอิ่มเอิบใจ  ความสุขใจ  เหล่านี้ให้ท่านบ้าง  มันคงดีไม่น้อยหากวันนี้ คนเป็นลูกกลับเป็นฝ่ายยืนอยู่ข้างหลังแม่  คอยมองความเป็นไปของท่านด้วยจิตสำนึกที่ลูกพึงมีต่อผู้เป็นแม่

เพราะฉันเชื่อว่า  ช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของลูกคนหนึ่งจะสมบูรณ์และมีความสุขที่สุด  ก็คือ  ช่วงที่ได้อยู่กับพ่อแม่และมีพ่อแม่อยู่  ตราบใดที่โลกใบนี้ยังคงหมุน  กาลเวลาไม่หยุดนิ่ง  แน่นอนการเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ทุกชีวิตย่อมต้องพบเจอ  ฉันไม่อยากให้ตัวเองพลาดโอกาสดีๆ ในการตอบแทนพระคุณของแม่  แค่อยากให้ท่านมีความสุข ให้สมกับที่ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ไม่อยากให้กาลเวลาพรากเอาสิ่งดีๆที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป โดยไม่คิดทำอะไรเลย  แม้ความสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลา แต่หากละเลยปล่อยเลยไปโดยไม่คิดจะเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆ ที่ควรแก่การจดจำ   ชีวิตที่เหลืออยู่คงจะไร้ความสุขและคงอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอด

เพราะ  “แม่” คือ ผู้ให้ ให้ความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ ความปลอดภัย ความผูกผัน ความปรารถนาดี ให้ในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถให้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

“ แม่”  คือ ผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่ เพื่อความสุขของลูก
“แม่”   คือ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่คอยแบกรับภาระที่แสนหนักหนา
“ แม่”  คือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนในครอบครัว
“ แม่”  คือ ผู้ที่คอยสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าเพื่อลูกทุกคืนวัน
“แม่”   คือ ผู้ที่ทุกข์ใจที่สุดเมื่อเห็นลูกเสียใจ ร้องไห้ หรือเจ็บปวด
“แม่”   คือ  ผู้ที่ทุกวินาทีมีแต่ให้อภัย ร้อยล้านความผิดของลูกที่คนอื่น ไม่ใยดี แต่แม่เพียงคนเดียวที่ให้อภัยเสมอ
“ แม่”  คือ  ผู้ที่มีพระคุณที่สุดในโลก  ไม่มีสิ่งล้ำค่า ใดๆในปฐพี จะเทียมเท่าพระคุณของ “แม่”
ที่สุด…..ของที่สุด  “แม่”  คือ  ผู้ให้กำเนิดเพียงคนเดียวไม่มีสอง
เพราะลูกทุกคนมี….  “แม่”….ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

ขอขอบคุณเครดิต : นางสาว นูรยันนะห์ แวดือเร๊ะ (อายุ  17 ปี) อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี 94120 (สำนักข่าวมุสลิมไทย รางวัลชนะเลิศเรียงความแม่)
ที่มา : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=101&id=15565

ตัวอย่างที่ 2 : เรียงความวันแม่ – แม่ของแผ่นดิน

ชาติไทยเป็นชาติแห่งความร่มเย็นเป็นสุข เนื่องจากมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบุญญาธิการ มุ่งบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ประเสริฐ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถคู่บารมีศรีแผ่นดินผู้ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะมุ่งมั่นที่จะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างเต็มพระปรีชาสามารถ เพื่ออำนวยคุณประโยชน์แก่ชาติและอาณาประชาราษฎร์อย่างทั่วถึง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงยึดมั่นในพระราชปณิธานที่ว่า “ทุกข์สุขของทวยราษฎร์  คือทุกข์สุขของพระองค์เอง” จึงเสด็จพระราชดำเนินไปในทุกถิ่นฐานที่ประชาชนได้รับทุกข์เข็ญโดยมิได้ทรงคำนึงถึงภยันตราย จนสามารถกล่าวได้ว่า “ไม่มีที่แห่งหนใดบนผืนแผ่นดินนี้ที่พระองค์มิได้เสด็จไปพระราชทานพระเมตตา” ด้วยเหตุนี้ราษฎรจึงเทิดทูนพระองค์ว่าทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงเป็นรัตนนารีที่มีพระราชจริยวัตรงามเลิศ

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลแม่ทรงให้ความสำคัญต่อการศึกษา ทรงเชื่อว่า “การศึกษา คือ ประทีปส่องนำทางชีวิต” จึงทรงอุปถัมภ์บำรุงการศึกษาแก่เด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กเรียนช้า เด็กปัญญาอ่อน เด็กพิการซ้ำซ้อน หรือเด็กด้อยโอกาสทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษา และทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือแก่เด็กในถิ่นกันดารอย่างไม่ถือพระองค์แม่จึงเปรียบเสมือนสายฝนนำพาความชุ่มชื่นแก่หมู่ชนผู้ยากไร้

ตลอดพระชนม์ชีพของแม่นั้น “ทุกพระราชกรณียกิจทรงอุทิศเพื่อแผ่นดินไทย” การที่พระองค์ได้ทรงใกล้ชิดกับราษฎรอย่างไม่มีช่องว่าง จึงทรงมีโอกาสศึกษาปัญหาด้วยพระองค์เอง ทำให้ทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้ง และพระราชทานพระราชดำริกว่าสี่ร้อยโครงการ อันเป็นแนวทางประเสริฐที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็ง ทรงริเริ่มโครงการศิลปาชีพอันลือเลื่องไปทั่วโลก ทรงเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนเกิดโครงการป่ารักษ์น้ำ และอีกหลายโครงการ “เพื่อให้ป่าอยู่กับคนได้  คนอยู่กับป่าได้  โดยไม่มีการทำลาย” ทรงให้ความสำคัญต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ทำให้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้านสังคมสงเคราะห์ ทรงมีแนวพระราชดำริสาธารณสุขมูลฐาน  และโครงการหมอหมู่บ้าน ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความสามัคคีและมนุษยธรรมทรงห่วงใยทหารหาญที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย แม้ชาวต่างชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารก็ทรงพระเมตตาอย่างเสมอภาค ทรงจรรโลงค่านิยมและคุณธรรมที่ดีงามของไทย ทรงเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และทรงเคารพในศาสนาอื่น ทรงมีพระเมตตา และทรงอดทนอดกลั้นต่ออุปสรรคทั้งปวงสมกับเป็นขัตติยนารี จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาอารยประเทศ ทำให้ทรงได้รับประกาศเกียรติคุณมากมาย และทรงได้รับคำสดุดีถวายพระเกียรติจากนานาประเทศถึงพระบุคลิกภาพ และพระจริยวัตรที่งดงามยิ่งกว่าพระบรมราชินีอื่นใดในโลก

นับเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่แม่ทรงเสียสละเพื่อปวงชนชาวไทย จนบางครั้งถึงกับทรงพระประชวร แต่ก็มิได้ทรงย่อท้อ ทรงเห็นว่าทุกวินาทีมีค่าต่อราษฎร จึงทรงใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุด สิ่งเหล่านี้แสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยโดยแท้สมควรที่ชาวไทยทุกคนจะดำเนินรอยตามพระยุคลบาทด้วยความรักชาติและสามัคคีถวายแด่แม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยากที่พระบรมราชินีพระองค์ใดในโลกจะเสมอเหมือน

หัตถ์แม่คลุมคุ้มเกล้าเหล่าประชา   สองพระบาทยาตราทั่วทุกถิ่น

ประเสริฐแท้ “พระแม่ของแผ่นดิน”   ทรงอุทิศแล้วสิ้นเพื่อปวงชน

ขอขอบคุณเครดิต : รางวัลชมเชยเรียงความ เทิดพระเกียรติ ๗๖ พรรษา ”แม่ของแผ่นดิน” หนังสือรวมกลอนสุภาพและเรียงความเทิดพระเกียรติ ๗ พรรษา ”แม่ของแผ่นดิน” มูลนิธิไทยคม ๒๕๕๑
ที่มา : http://www.pasasiam.com/home/index.php/pasasiam/private/220-2008-09-11-16-14-47

ตัวอย่างที่ 3 : เรียงความวันแม่ – แม่ของฉัน

๑๒ สิงหาคมเป็นวันแม่ ลูกแน่วแน่ตั้งใจจะกราบแม่
แม่คอยสอนอบรมคอยดูแล พระคุณแม่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด
 
แม่ ของฉันอายู 52 ปี เป็นผู้หญิงที่พร้อมจะดูแลลูกจะดูแลครอบครัวแม่ของฉันไม่เคยมีความสุขใน ชีวิตเลยเจอแต่ปัญหาไม่เว้นแต่ละวันไม่ว่าจะเครียดเรื่องลูกชายลูก สาวและ โรคภัยที่มาเยือน แม่ต้องเคลียดต้องทนทุกข์ทรมาน ทุกวันนี้แม่ของฉันถูกพี่ชายด่าทุกวัน เวลาแม่พูดอะไรไม่ถูกใจพี่ชายก็จะต่อว่า ทุกเช้าทุกเย็นแม่จะคอยหาอาหารให้ลูกๆ และสามีกินทั้งๆที่ตัวเองป่วยแม่ก็ยังหาอาหาร และทำทุกอย่างแม่ต้องใช้เงินตัวเอง ที่พี่ชายที่เป็นสามเณรให้เพื่อไปหาหมอแต่ตัวเองกลับนำเงินไปซื้ออาหารให้ ลูกแม่รักลูกเท่าๆกัน และรักลูกมากแม้กระทั่งลูกทำผิดแม่ก็ยังให้อภัย มีวันหนึ่งพี่ชายของดิฉันเมาสุรากลับ มาโมโหใส่แม่มาอาราวาดจนแม่นอน ไม่หลับทั้งคืน เกือบจะฆ่าแม่แต่ดีพ่อมาช่วยทัน แม่ก็ยังให้อภัยและมีครั้งหนึ่งดิฉันหนีเรียนไปค้างบ้านเพื่อนพอดิฉันกลับมา ถึงบ้านถูกพ่อด่า แต่แม่กลับเข้ามากอดดิฉันปลอบใจและบอกว่าไม่เป็นไร แม่ต้องเลี้ยงลูก 5 คน ด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาว แต่ลูกกลับไม่ใยดีแม่สร้างแต่ปัญหาให้แม่กลุ้มใจ ขึ้นเสียงกับแม่ไม่เคยทำงานช่วยแม่ สร้างภาระให้แม่และยังใช้แม่ซักผ้า และลูกบางคนไม่กล้าจะพาแม่ไปไหนมาไหนเพราะอายและกลัวว่าแม่จะทำให้อับอาย เพราะว่าแม่เป็นกะเหรี่ยงพูดไม่ชัดทำตัวเชยๆ ตอนที่ดิฉันอยู่ประถมดิฉันก็คิดอย่างนั้นแต่พอดิฉันโตขึ้นดิฉันก็คิดได้ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่สวยจะไม่ดีพอแต่แม่ก็เป็นผู้ให้กำเนิดเรามาอุ้มท้องเรามา ตั้ง 9 เดือนก็เปรียบเสมือนแม่ยกก้อนหิน 9 กิโล ถ้าหากเรายกก้อนหิน 9 กิโล คงจะลำบากแต่แม่ก็ทำได้เพราะว่าแม่อดทน แม่เป็นได้ทั้งเพื่อนทั้งพ่อทั้งครูและเป็นคนที่ให้ ความอบอุ่นความสุขแก่ลูก ถ้าหากเราไม่มีแม่อยู่ด้วยแล้วเราจะรู้สึกเสียดายและเสียใจที่ไม่ได้ตอบแทน พระคุณท่าน มีเด็กหลายคนที่กำพร้าแม่ที่ขาดความอบอุ่นแต่เรามีพร้อมทุกอย่างเราควรทำดี ให้แม่ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่มีวันหนึ่งแม่ไปผ่า
ตัดแม่ต้องนอนโรง พยาบาลหลายคืน ทำให้ดิฉันทำกับข้าวไม่เป็น จำสูตรการทำอาหารที่แม่สอนไม่ได้และไม่รู้ว่าจะทำอะไรกิน พอแม่กลับมาดิฉันก็ทำกับข้าวเป็นเพราะแม่คอยเตือนและมีแม่คอยอยู่ข้างๆ กว่าเราจะได้ดีและโตมาถึงขนาดนี้แม่ต้องทุ่มเท ขนาดไหนแม่อยากให้ลูกเรียนสูงๆ แม่พยายามหาเงินเพื่อจะส่งลูกเรียนแม่ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนแม่ แม่ส่งลูกเรียน จนจบแต่สุดท้ายลูกบางคนกลับทำให้แม่ต้องเสียใจเพราะเรียนไม่จบสิ่งแบบนี้ทำ ให้แม่หมดกำลังใจที่จะสู้ ณ เวลานี้แม่ของดิฉัน ต้องคิดมากและเป็นห่วงพี่สาวที่ไปทำงานเพราะพี่สาวไม่โทรมาหาแม่มาหลาย อาทิตย์แล้ว ทำให้แม่ต้องกลุ้มใจจนกินไม่ได้นอน ไม่หลับจนความดันขึ้นสูง และแม่ห่วงพี่ชายกลัวว่า จะไม่มีภรรยาเพราะดื่มแต่สุรา ดิฉันสงสารแม่มาก ถ้าหากใครได้อ่านเรียงความ ของดิฉัน ดิฉันอยากให้ลูกทุกๆคนคิดและถามใจตัวเองว่าลูกบอกรักแม่หรือยังและรักแม่ หรือป่าวดูแลแม่ดีหรือยังและตอนนี้ทำให้แม่กลุ้มใจ หรือป่าวรีบทำความดีตอนนี้ก่อนที่แม่จะไม่ได้อยู่กับเราก่อนที่แม่จะจากไป เวรกรรมมีจริงเราทำอะไรไว้กับแม่พอเรามีลูก ลูกของเราก็จะทำกับเราอย่างที่เราทำไว้กับแม่ อยากให้ลูกทุกคนมีจิตสำนึกบ้างที่เรายืนอยู่จุดนี้เพราะใคร การที่เราคลอดลูก ไม่ใช่เรื่องง่ายมันเป็นเรื่องทรมานแม่ต้องทนความเจ็บปวดและทะนุถนอมเรา อย่างดีแม่เคยซักผ้าป้อนข้าวป้อนน้ำให้เราตอนเล็กๆ แต่บางคนก็ยังใช้แม่ซักผ้าอยู่ทั้งๆที่ตัวเองก็โตแล้ว สุดท้ายนี้ดิฉันอยากให้แม่มีความสุขอยากให้แม่มีสุขภาพที่แข็งแรงอย่าให้โรค ภัย มาเบียดเบียนอยากให้แม่อยู่กับฉันไปนานและดิฉันอยากบอกแม่ว่าลูกขอโทษที่เคย ด่าไม่เคยเชื่อฟังและไม่เคยดูแลเอาใจใส่แม่ ต่อไปนี้หนูจะดูแลแม่จะเป็นคนดีจะตั้งใจเรียนเพื่อแม่
รักและเคารพแม่
จากใจเด็กน้อยบนดอย
 
ขอขอบคุณเครดิต : เด็กน้อยบนดอย
ที่มา : www.doneteen.com

ตัวอย่างที่ 4 : เรียงความวันแม่ – แม่

แม่เปรียบเสมือนครูคนแรกของฉัน เป็นคนสอนให้ฉันรู้จักกับคำ คำแรกของชีวิตและคำแรกที่ฉันพูดได้คือคำว่า “แม่” คำ ที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิตของฉัน แม่ตั้งครรภ์มาตั้ง ๙ เดือน หนักแค่ไหนแม่ก็ไม่เคยบ่น เสียสละทั้งกายและใจ เพื่อลูกได้ ถึงแม้จะหิวขนาดไหนแม่ก็ไม่เคยบ่นเลย ขอให้ลูกได้อิ่มก็พอแล้ว

แม่เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ค่อยส่องแสงให้ฉัน ในยามที่ฉันท้อแท้ หมดแรง หมดหวัง คอยให้กำลังใจฉันเสมอมา ฉันคิดว่าหน้าผากของแม่มีรอยหยักเพิ่มขึ้น แล้วแม่ถอนผมหงอกมากขึ้น ฉันจะตอบแทนพระคุณของแม่ ฉันจะทำให้แม่หายเหนื่อยฉันจะเป็นคนจูงแม่เมื่อแม่แก่ จะป้อนข้าวเมื่อแม่เจ็บป่วย ฉันจำเหนื่อนแทนแม่เอง “ฉันสัญญา”

คำว่าแม่เป็นเพียงคำสั้นๆ ที่ทุกคนไม่เคยนึกถึงไม่เคยให้ความสำคัญกับคำๆนี้ ทั้งๆที่คำนี้มีความหมายมาก แม่เป็นครูคนแรกที่สอนให้เรารู้จักกับสิ่งต่างๆ คอยอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูฉันมาตลอด ตั้งแต่อยู่ในท้องจนคลอดออกมา แม่ก็ยังรักลูกอยู่เสมอ แม้ว่าลูกจะทำผิดขนาดไหนแต่แม่ก็ยังให้อภัยเสมอ ไม่เคยโกรธลูกที่แม่เคยดุเคยด่าลูก เพราะว่าแม่เป็นห่วง แต่ท่านจะทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะบ่นและด่าลูกกลับมองว่าแม่นั้นเกลียดลูกไม่รักลูก ถ้าหากว่าแม่ไม่รักลูกแม่คงไม่เลี้ยงจนถึงตอนนี้ ไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูก แม่ทุกคนรักลูกของตัวเองแม่ทุ่มเททุกอย่งเพื่อลูก

แม่ ทุ่มเทหาเงินเพื่อที่จะให้ฉันได้เรียนหนังสือ แม้ตัวท่านจะลำบากหรือเหนื่อยขนาดไหนท่านก็ยอมเพื่อที่จะให้ลูกได้ดี แม่คอยให้กำลังใจฉันอยู่เสมอ ไม่เคยทิ้งให้ฉันต้องแก้ปัญหาอยู่ตามลำพัง เวลาฉันมีปัญหาแม่ก็จะคอยปลอบ คอยอยู่ข้างๆมาตลอดไม่เคยทอดทิ้งให้ฉันต้องอยู่คนเดียว แม่จะคอยส่งเสริมและอบรมฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่พูดออกมานั้นทั้งหมดคือ “คำสั่งสอน” ของแม่ แต่ฉันไม่เคยนึกถึงเลย

แม่ เป็นกำลังใจสำคัญของฉัน กำลังใจของแม่ทำให้ฉันมีความหวังที่จะทำในสิ่งต่างๆ ถ้าไม่มีแม่จะทำให้ฉันลำบาก เพราะแม่ทำทุกอย่างสำหรับฉัน แม้จะต้องเหนื่อยแม่ไม่เคยบ่น พระคุณของแม่นั้นยิ่งใหญ่และมีค่ามากไม่สามารถหาสิ่งใดตอบแทนได้ สิ่งที่จะทำให้แม่มีความสุข นั้นก็คือ เห็นลูกเป็นคนดีแค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว

สุดท้ายนี้ ฉันขอให้แม่มีความสุข ฉันจะทำให้แม่หายเหนื่อย จะตอบแทนพระคุณของแม่ จะเป็นจูงแม่เมื่อแม่แก่ จะดูแลเมื่อแม่เจ็บป่วย หนูจะเหนื่อยแทนแม่เอง “ฉันสัญญา”

ดิฉันจึงขอเอาบทประพันธ์ มาให้ลูกทุกคนอ่านเพื่อน้อมระลึกถึงพระคุณของแม่

ในวันนั้นที่ลูกมีความทุกข์  แม่ช่วยปลูกแรงใจให้เข็มแข็ง
ทำให้ลูกก้าวไปไม่อ่อนแรง  รักแสงแพงล้ำค่าแม่รักเรา
ในวันนั้นที่ลูกมีความสุข  แม่หมดทุกข์ปลื้มใจให้สุขสันต์
ทำเพื่อลูกปลูกรักตลอดชีวัน  รักแม่นั้นพันธ์ผูกลูกรักแม่

ขอขอบคุณเครดิต : คุณ ไพลินสีเงิน
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/darunsat/2012/07/24/entry-7

ตัวอย่างที่ 5 : เรียงความวันแม่ – แม่ของฉัน

ตั้นแต่ฉันได้มาสัมผัสกับอากาศภายนอกในโลกแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยเรื่องรวมต่างๆมากมายนานับประการ ฉันก็ได้เห็นและพบกับ ใบหน้าผู้ชายคนหนึ่งที่ อู้มฉันอยู่ และฉันก็รู้ว่าคนนั้นคือคนที่ได้ให้ชีวิตฉันนั่นเอง และต่อมา ฉันก็พอกับผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่ พร้อมกับรอบยิ้ม ฉับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกประหลาด ว่าคนๆนี้รักฉันมากเพียงใด

ต่อมาฉันได้ถูกเลี้ยงมากับบุคคลทั้ง 2 คน ฉันควมคุมตังเองไม่ได้ซักอย่าง ฉันหิว ฉันก็ต้องร้องไห ฉับเจ็บ ฉันก็ต้องร้อง พอฉันไม่พอใจฉันก็ต้องร้องไห และทุกครั้งที่ฉันร้องไหนั้นเพียงไม่นานก็รู้ว่ามีคนมาคอยอุ้มฉันแล้ว มันทำให้ฉันนั้นรู้ว่ามีความอบอุ่นอยู่ข้างๆกายฉันและเมื่อฉันโตมาเพียงพอ ที่ฉันจะพยายามลุกขึ้นมาเดินได้ และวันนั้นฉันดีใจที่สุด เมื่อฉันนั้นพยายามตั้งตัวเองให้ตรงพับพื้น และพยายามก้ามไปข้างหน้าได้เป็นก้าวแรก แล้วก็อีกเช่นกัน มีคนที่ดีใจกว่าฉันที่คอยเฝ้ามอง ดูแลประคองฉันให้เดินไปข้างหน้าได้ พอฉันได้เรียนรู้อะไรมากพอที่ฉันจะดูแลตัวเองได้ในส่วนหนึ่งฉันก็เริ่มได้ รู้จักโรงเรียน ที่นั่นมีเพื่อนให้คอยเล่นมากมาย บุคคลที่คอยสอนฉันให้ฉลาด เพียบพร้อมในเรื่องการศึกษา ฉันถูกสอนอยู่ที่นั่นโดยมีคนมาคอยดูแลรับส่งฉันทุกวัน และทุกครั้งเมื่อฉันกลับถึงบ้างก็มีคนคอยดูแลสอบถามฉัน ว่าวันนี้เป็งยังไง เรียนอะไรบ้าง พอฉันโตมามากพอ ฉันก็ได้เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา มันทำให้ฉันได้เข้าไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยเพื่อนฝูงมากมาย และเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และทุกๆครั้งที่ฉันกลับบ้าน ก็มีคน มาหยุดความสนุกสนานนั้นเอาไว้ โดยการกล่าวตักเตือนฉันในเรื่องต่างๆ จนฉันนั้นรู้สึกเหมือนว่ามันกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ จนบางครั้ง มันก็ต้องทำให้ฉันโกรธ และเกิดความไม่พอใจ ขณะที่คนๆนั้นยังคอย ดูแลฉันในเรื่องต่างๆมากมาย ที่ฉันคิดไม่ถึง และเมื่อฉันโตมาเป็นผู้ใหญ่ จนฉันดูแลตัวเองได้ ฉันก็ต้องทำงาน ต่างๆ และก็ยังมีคนที่ ฉันต้องห่วงใย และ เพราะคนๆนั้น ต้องการความรักจากฉันดั่งที่เขาให้ความรักแก่ฉัน
และ คนๆนั้นคือ “แม่” ของฉันนั่นเอง และไม่มีอย่างอืนอีกแล้วที่ฉันให้ได้มากกว่าสิ่งของหรือใดๆ ฉันจะเข้าไป กอด และบอก “รัก” ที่ตักแม่ของฉัน

ขอขอบคุณเครดิต : คุณ comdet
ที่มา : http://12-mother-day.blogspot.com/2009/08/blog-post_03.html

ตัวอย่างที่ 6 : เรียงความวันแม่

ความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่เสมอสำหรับข้าพเจ้า ไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วที่จะรักเรายิ่งกว่าชีวิต รักชั่วนิรันดร์ และยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูก ให้อภัยลูก แม้ว่าลูกจะทำผิดมาสักกี่ครั้งก็ตาม เป็นความรัก ที่อยู่เหนือ กาลเวลา และเหนือเหตุผลอื่นใด

แม่มีความรักให้ลูก มีเยื่อใยระหว่างแม่และลูกที่ไม่สามารถตัดขาดได้ แม่เป็นแม่ที่ดีของลูกอยู่เสมอ นับตั้งแต่ ข้าพเจ้าจำความได้ ข้าพเจ้านับได้ไม่ถึงครั้งเลยด้วยซ้ำ กับการได้เห็นหน้าคนที่ขึ้นชื่อว่า “แม่” ตั้งแต่เล็ก จนโต ข้าพเจ้าจะได้อยู่กับอา ปู่ และย่ามากที่สุด จนจะคิดว่าเขาเป็นพ่อ-แม่ เราอยู่แล้ว แต่จนมา วันหนึ่ง แม่ก็ได้มาเยี่ยมข้าพเจ้า มาถามว่าข้าพเจ้าอยู่นี่เป็นอย่างไร มีความสุขไหม แต่ข้าพเจ้า ก็ตอบ ความเป็นจริง อย่างที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า สนุกและมีความสุขเมื่อได้มาอยู่ที่นี่ แต่รู้หรือไม่ว่า แม่ของข้าพเจ้า มาพร้อมกับใคร มากับคนที่จะขึ้นชื่อได้ว่าเป็น “พ่อ” หรือ “พ่อเลี้ยง” ของข้าพเจ้า และลูกคนใหม่ของเขา ที่จริง ก็นับว่า เป็นน้องของข้าพเจ้าเช่นกัน เฮ้อ! เหนื่อยใจกับชีวิตของข้าพเจ้าจริง…จริง

นับตั้งแต่วันนั้นที่ข้าพเจ้าได้เจอกับแม่ ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีคำถามคอยถามตัวเองมาตลอดว่า ทำไม…ทำไม แล้วก็ทำไม? เราถึงไม่มีครอบครัวที่อยู่กันอย่างมีความสุขและอบอุ่น ได้อยู่กัน พร้อมหน้าพร้อมตา แบบคนอื่น บ้างนะ บางครั้งข้าพเจ้าก็รู้สึกน้อยใจ ที่แม่ของข้าพเจ้า แบ่งความรักที่เต็มร้อย ให้กับน้อง ที่ข้าพเจ้า ไม่มีความรู้สึกที่ว่าเขาเป็นน้องของข้าพเจ้าเลย และทุกครั้ง ที่แม่โอบกอดน้อง มันทำให้ คิดถึง ข้าพเจ้าตอนเด็กๆที่ไม่เคยมีแม่คนนี้มาโอบกอดเลย และ ทุกครั้งที่เห็นแม่และน้อง ไปเที่ยวด้วยกัน ข้าพเจ้า รู้สึกเหมือนว่า เป็นส่วนเกินของครอบครัวนี้ เป็นลูกนอกคอก ที่ใครต่อใครไม่ต้องการ ข้าพเจ้าถามตัวเอง ตลอดเวลาว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกเขาหรือเปล่า หรือเป็นลูกใครกันแน่

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันทำให้ข้าพเจ้ารู้แน่ๆว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่ลูกของเขา มันคือความคิดที่คิดในเวลานั้น เขายอม ยกข้าพเจ้า ให้กับอาเพียงแค่เงินไม่กี่บาท ข้าพเจ้าอยากถามทุกคนว่า นี้หรือความรัก ของแม่ที่มีให้ต่อลูก

ระยะเวลา ๑๑ ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็นแม่ ได้รู้จักแต่ความรัก ที่อาหยิบยื่นมาให้ ด้วยความรัก ที่เต็มร้อย ข้าพเจ้าเขียนและอ่านคำว่าแม่ได้ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ความหมาย และไม่เคยเห็น ตัวตน วันที่ข้าพเจ้ารู้สึก”เจ็บ” และอยากร้องไห้ และอยากตะโกนให้โลกรู้ว่า “ข้าพเจ้าเกลียดแม่” เป็นวันที่ ข้าพเจ้าต้องไป จับฉลากเตรียมขึ้น ม.๑ อาของข้าพเจ้าบอกกับแม่ว่า ไปให้ กำ-ลัง-ใจ ปลาหน่อยซิ ตอนนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ตื่นเต้นและดีใจมาก ว่าแม่ของข้าพเจ้าจะต้องไปให้ กำ-ลัง-ใจ แน่ๆเลย มันเป็น ความระทึกใจ ที่ไม่มีอะไร จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่แม่ข้าพเจ้า เอ่ยปากออกมาว่า “ไม่ไปหรอก มันจะเป็น อย่างไรก็ช่าง สอบได้-ไม่ได้ ก็ช่างหัวมัน” ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ไม่อยากไปจับฉลากแล้ว ความรู้สึกที่ปวดร้าว น้ำตา ที่อยาก จะรินไหลออกมา ในตอนนั้นอยากให้แม่ได้รู้ว่า ข้าพเจ้าหวังเพียงสักครั้ง ที่จะให้แม่ เข้ามา โอบกอดข้าพเจ้า และถามว่าสบายดีไหม? แต่…ไม่มีเลย แม้แต่เสียงที่เปล่งออกมา จากหัวใจของแม่ แต่แล้ว พอข้าพเจ้า ลงจากเวทีการจับฉลาก ข้าพเจ้าเห็นผู้หญิงคนแรก ที่มายืนต่อหน้าข้าพเจ้า ไม่ใช่ใครเลย คนๆ นั้น คือ “แม่” ของข้าพเจ้านั่นเอง ความรู้สึกตอนนั้นของข้าพเจ้า เหมือนโลกสดใสงดงามขึ้นกว่าเดิม ข้าพเจ้า มีความรู้สึก เข้าใจแม่มาก จนข้าพเจ้าได้เข้ามาเรียนโรงเรียนแห่งนี้

จนเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าอยากกราบขอโทษแม่ที่คิดไม่ดีและไม่เข้า ใจในแต่ก่อน คือตอนที่ข้าพเจ้า มีดบาด และต้องผ่าตัด ต่อเส้นเอ็น ข้าพเจ้าได้โทร.ไปหาแม่ บอกแม่ว่า ข้าพเจ้าต้องผ่าตัด เสียงที่แม่ พูดออกมา สั่นเครือเหมือนน้ำตาแม่จะไหล แค่ได้รู้ว่าแม่ห่วงใยข้าพเจ้า แค่นี้ก็ทำให้ข้าพเจ้าดีใจแล้ว หลังจากนั้น ไม่กี่วัน ข้าพเจ้ารู้ว่า วันที่ข้าพเจ้าเข้าห้องผ่าตัด และวันที่แม่รู้เหตุการณ์ แม่ร้องไห้ แทบจะ เป็นลม ล้มพับลงกับพื้น ในเวลานั้นข้าพเจ้าอยากวิ่งออกมาจากห้องผ่าตัด แล้วมากอดแม่ และ ทุกครั้ง ที่ข้าพเจ้าถามแม่ว่า ตอนที่ข้าพเจ้าเข้าห้องผ่าตัดแม่ร้องไห้เหรอ แต่แม่กลับตอบว่า “เปล่า! ไม่ได้ร้องไห้ ฝุ่นมัน เข้าตาเฉยๆ” นับตั้งแต่วันนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจความรักของแม่ จนถึงทุกวันนี้

วันแม่ปีนี้อยากบอกแม่คำเดียวว่า “รักแม่” แม้เป็นเพียงคำสั้นๆแต่ก็ออกมาจากหัวใจของลูกคนนี้ และจะ “รักแม่” ตลอดไปค่ะ
แม่จ๋า…จากนี้ลูกจะรัก…
จะหวงแหนทุกนาทีทุกเวลา…
จะถนอมความสัมพันธ์เพื่อพันผูก…
จะร่วมร้อยถ้อยเรียงเคียงคู่กัน… จะฟูมฟักความสัมพันธ์ที่ฝันหา…
ที่มีค่าตอนเราอยู่ด้วยกัน…
จะร่วมปลูกต้นรักถักความฝัน…
เป็นมาลัยจากฉันสู่แม่เอย…

ขอขอบคุณเครดิต : ด.ญ. จันทรามาศ ประดิษฐพล (ปลา) นักเรียนชั้นม.๓ โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก
ที่มา : http://www.jamjung.com/variety/article-mother.html#2

ตัวอย่างที่ 7 : เรียงความวันแม่

คำสั้นๆที่เรียกว่า แม่ หรือ มารดา เป็นคำที่เรียกผู้ให้กำเนิด และโดยทั่วไปก็คือ แม่ที่เป็นบุคคลสำคัญของครอบครัวแบบ พ่อ แม่ และ ลูก แม่
เป็นผู้ให้กำเนิด ผู้มีพระคุณต่อลูก คอยดูแลเอาใจใส่ลูก และสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี ถือได้ว่าเป็นครูคนแรกของลูกๆ นั้นเป็นความรักที่แท้จริง
จากแม่ที่มีให้ลูก หาความรักนี้จากที่ไหนไม่ได้ นอกจาก “ผู้เป็นแม่

แม่ หรือว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและให้กำเนิดลูก และลูกก็จะเรียกผู้หญิงคนนั้นว่า “แม่” โดยทั่วไปแล้ว คำว่าแม่ แต่ละภาษามักจะใช้อักษร “ม” เหมือนกันหมด เช่น คนไทย จะเรียกผู้ที่ให้กำเนิดว่า “แม่” ภาษาอังกฤษ จะเรียกผู้ที่ให้กำเนิดว่า “มาเธอร์ (Mother)” หรือ “มัม (Mom)”
ภาษาสันสกฤต จะเรียกผู้ให้กำเนิดว่า “มารดา” ภาษาบาลี จะเรียกผู้ให้กำเนิดว่า “มาตา” คนจีน จะเรียกผู้ให้กำเนิดว่า “ม่าม้า” (แต้จิ๋ว) จีนกลางอ่านว่า มาหมะ (妈妈) คนแขก จะเรียกผู้ให้กำเนิดว่า “มามี้” คนฝรั่งเศส จะเรียกผู้ให้กำเนิดว่า “มามอง” คนญี่ปุ่น จะเรียกผู้ให้กำเนิดว่า “โอก้าซัง”
คนเกาหลี เรียกผู้ให้กำเนิดว่า “ออมม่า” คนเวียดนาม เรียกผู้ให้กำเนิดว่า “แม๊” ออกเสียงใกล้เคียงภาษาไทยมาก

ดังนั้น คำว่า “แม่” เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ สูงส่งที่สุด เป็นคำที่ไพเราะกินใจเสมอสำหรับลูกๆ ทุกคน เป็นคำที่ประกอบไปด้วยศักดิ์ศรีและ
เกียรติภูมิอันมีค่าที่ลูกๆทุกคน ควรจะต้องเทิดทูนบูชาสักการะ และจะต้องควรระลึกอยู่เสมอ ในพระคุณของแม่ อย่างที่ไม่มีวันเสื่อมคลายลูกทุกๆ คนควรตอบแทนพระคุณพ่อแม่ หรือ ผู้ที่ให้การดูแล เลี้ยงดู เราเปรียบเสมือน

“ต้นไม้ที่ได้รับการดูแลให้น้ำให้ปุ๋ยไปบำรุงลำต้นจนสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลา ไม่ยอมออกดอกออกผล ก็ต้องโค่นทิ้ง
คนที่ได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ แต่ไม่ยอมตอบแทนคุณพ่อแม่ก็เป็นคนหนักแผ่นดินทองคำ แท้หรือไม่โดนไฟก็รู้ คนดีแแท้หรือไม่ให้ดูตรงที่เลี้ยงพ่อแม่ ถ้าดีจริงต้องเลี้ยงพ่อแม่ ถ้าไม่เลี้ยง แสดงว่าดีไม่จริง เป็นพวกทองชุบ ทองเก๊”

ที่มา : http://scoop.mthai.com/

บทความเกี่ยวกับวันแม่แห่งชาติอื่นๆ

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบ
- http://53010914541.blogspot.com/2012/07/blog-post.html

Tags: , , , , , ,