เรียงความภาษาไทย

เรียงความภาษาไทย

ปัจจุบันตามโรงเรียนต่างๆนิยมให้นักเรียนฝึกหัดการเขียนเรียงความภาษาไทยกันมาขึ้น เพราะการเขียนเรียงความภาษาไทยช่วยสร้างจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ รวมไปถึงหัดให้นักเรียนวิเคราะห์สำนวนโวหาร ความเป็นมา ความหมายของสำนวนไทย และที่สำคัญเพื่อฝึกมารยาทในการเขียนที่ดี วันนี้เรารวบรวมตัวอย่างเรียงความมาให้ได้ศึกษาและดูเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจเพื่อเป้นไอเดียต่อไปค่ะ

เรียงความภาษาไทย

รูปภาพประกอบจาก : http://www.asmartbrain.com/

ตัวอย่างที่ 1 : เรียงความภาษาไทย – ภาษาไทย คือ หัวใจของชาติ

ความเป็นไทยโดดเด่นด้วยภาษา       อักษราล้วนหลากมากความหมาย

เสน่ห์เสียงสูงต่ำคำคมคาย                ร่วมสืบสายสานคุณค่าภาษาไทย

ในโลกนี้จะมีสักกี่ชาติกี่ประเทศ ที่มีภาษาเป็นของตนเอง และจะมีประเทศใดเล่าที่จะมีความงามทางภาษาอันเป็นวิจิตรเอกลักษณ์ดั่งเช่นประเทศไทยหากจะกล่าวว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความงาม และไพเราะที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก จากเหตุผลที่ว่าการที่ภาษาไทยมีเสียงสระ และเสียงพยัญชนะที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัว น่าทึ่ง แล้วยังมีเสียงวรรณยุกต์ที่เปรียบเสมือนเสียงสูงต่ำแห่งดนตรี อีกทั้งเรื่องความงดงามของภาษาที่มีการสรรคำมาใช้ในลักษณะต่าง ๆ ทั้ง การเล่นคำ การหลากคำ  การซ้ำคำ คำพ้อง หรือคำผวน คำผัน การใช้โวหารต่างๆ เหล่านี้ล้วนแสดงถึงความมีเสน่ห์แห่งภาษาอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

ภาษาไทยถือว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งและเป็นเครื่องมือสำคัญของการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ผู้ที่สามารถใช้ภาษาได้ดีจึงสามารถประสบความสำเร็จในการสื่อสารในระดับต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และในทางกลับกัน หากมีการนำภาษาไปใช้ไม่เหมาะสม ความผิดเพี้ยนแห่งภาษาย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายประการอย่างแน่นอน ทั้งความเสียหายโดยตรงคือการใช้สื่อสารอาจไม่ประสบความสำเร็จแล้ว  ยังมีความเสียหายของภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่เราต่างภาคภูมิใจกันมาช้านาน

จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่ว่า “ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดความเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่งเช่นในทางวรรณคดี เป็นต้น  ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาให้ดี ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองซึ่งต้องหวงแหน” ซึ่งพระราชทานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการประชุมทางวิชาการ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่  ๒๙  กรกฎาคม  ๒๕๐๕  จนเป็นเหตุให้ในเวลาต่อมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ”เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย รวมถึงเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงแสดงความห่วงใยและพระราชทานแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย แนวคิดสำคัญ ๆ เหล่านี้นั้นบ่งชี้ชัด และปลุกทุกคนให้ตระหนักถึงความภาคภูมิใจที่คนไทยมีภาษาประจำชาติ  ทั้งทรงฝากข้อคิดถึงการดำรงรักษาไว้ซึ่งสมบัติล้ำค่าของชาติไว้ว่า

 “เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในการใช้”

สิ่งที่พสกนิกรประจักษ์ ในการเป็น “ในหลวงนักปราชญ์ภาษาไทย” คือ การที่ทรงมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย ทั้งภาษาบาลี และสันสกฤต ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าเป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปล เรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ รวมถึงพระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้นๆหลายบท รวมทั้งพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก และหากกล่าวถึงบทเพลงที่มีความไพเราะทั้งด้านลีลาภาษาและความหมายอันลึกซึ้งกินใจ คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์แห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นมีความไพเราะน่าฟังยิ่งนัก นั่นแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพแห่งการใช้ภาษาไทยอย่างแท้จริง

พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมฯที่มีต่อวงการภาษาไทย  เท่ากับเป็นการจุดประกายในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ  ให้เกิดความหวงแหนในภาษาประจำชาติ

ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เทคนิคใหม่ๆในการติดต่อสื่อสารผุดขึ้นมากมาย และเน้นความสะดวกรวดเร็วเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ภาษาไทยซึ่งเป็นสื่อกลางสำคัญในการติดต่อสื่อสารและผูกพันต่อการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทย จึงได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของความเจริญก้าวหน้าเหล่านั้นอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ภาษาไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนจึงเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างน่าวิตก และหากไม่เร่งรีบหาทางแก้ไขและป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ นับวันภาษาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลง เป็นผลเสียต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

ภาษาไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นคนไทยอันน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก      จะมีสิ่งใดที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นเกราะป้องกันภาษาประจำชาติจากการถูกคุกคาม นอกเสียจากว่าคนไทยจะมีจิตสำนึก  ตระหนักถึงคุณค่าของการมีภาษาประจำชาติ และสนองตอบต่อพระราชดำรัสแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในด้านการใช้ภาษาไทยและดำรงรักษาภาษาไทยไว้คู่กับเอกราชของชาติไทยตลอดไป

                      คือแก่นแท้แลหัวใจไทยทั้งชาติ        คือศิลป์ศาสตร์แห่งศักดิ์ศรีที่สืบสาน

                      คือลีลาลำนำคือคำกานท์               ประจักษ์จารขานค่าคำว่าไทย

                      วัฒนธรรมล้ำค่าศรัทธามั่น               ร่วมสร้างสรรค์ส่งเสริมทุกสมัย

                      เอกลักษณ์แห่งชาติประกาศไกร      เกิดเป็นไทยให้รู้ค่าภาษาตน

ขอบคุณเครดิต : นางพีระพิชญ์ ไพโรจน์ (โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ สพม. เขต 13)
ที่มา : http://www.sahavicha.com/?name=article&file=readarticle&id=2602

ตัวอย่างที่ 2 : เรียงความภาษาไทย – เรารักษ์ภาษาไทย

เป็นคนไทยพูดภาษาไทยต้องให้ชัด

คุณสมบัติไทยแท้แน่นอนยิ่ง

ไม่พูดตัว  ร  เรือ เป็น ล  ลิง

น่าขันยิ่งฟังไม่เพราะเหมาะเหมือนใจ                                 

ออกเสียงผิดความหมายผิดย่อมแปรเปลี่ยน

เพราะพูดเรียนเป็นเลียนน่าสงสัย

เรียนหนังสือใช้  ร เรือ เสมอไป

ใช้ ล ลิง ไม่ได้ผิดทันที  ฯ

พูดชัดดีเป็นคนมีการศึกษา

พูดไม่ชัดนั้นน่าละอายยิ่ง

ควรฝึกฝนตั้งใจอย่างแท้จริง

คำควบกล้ำนั้นยิ่งต้องฝึกปรือ ฯ

(ศาสตราจารย์  ดร. สุจริต  เพียรชอบ)

ในปัจจุบันนี้ภาษาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยอิทธิพลของการสื่อสารในโลกที่เป็นสากล คนรุ่นใหม่พูดภาษาไทยน้อยลง  พูดภาษาไทยไม่ชัด พูดเพี้ยนไป มีการเลียนเสียงภาษาต่างประเทศทำให้เสียงวรรณยุกต์เคลื่อนหรือเลื่อนไป

จากบทประพันธ์ข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันการออกเสียงภาษาไทยไม่ถูกต้องและชัดเจน หลายคนไม่เห็นความสำคัญของภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน จึงทำให้พูดผิด เขียนผิด เช่น การใช้ภาษาของดารา นักร้องบางคนก็ควรจะเป็นตัวอย่างที่ถูกต้อง เพราะวัยรุ่นมักจะชอบเลียนแบบดาราที่ชื่นชอบ

ครั้งหนึ่งได้ฟังนักร้องดังคนหนึ่งพูดทักทายแฟนเพลงขณะที่ร้องเพลงว่า “สวัสดีคะ” ซึ่งควรใช้ “สวัสดีค่ะ” จึงจะถูกต้อง  เพราะคำ คะ ค่ะ นี้ใช้ต่างกัน คะ จะใช้เป็นคำถาม เช่น “สบายดีไหมคะ” ส่วน ค่ะ ใช้เป็นคำขานรับ เช่น “สบายดีค่ะ”        เป็นต้น

การออกเสียงไม่ถูกต้องก็เป็นปัญหาในการสื่อสาร เช่น แม่บ้านคนหนึ่งตะโกนบอกสามีว่า “พ่อลาขึ้นบ้าน” สามีตอบว่า “ก็ไล่มันไปสิ” เพราะเข้าใจว่า ลา คือ สัตว์สี่เท้า แต่จริงๆแล้ว คือ เชื้อรา เพราะออกเสียงผิด ทำให้ความหมายผิดไป นักวิชาการหลายท่านได้ออกมารณรงค์ให้ออกเสียง ร เรือ และคำควบกล้ำให้ถูกต้อง

มีการจัดสัมมนาหลายหน่วยงานซึ่งผู้เขียนก็เคยเข้าร่วมสัมมนาด้วย นักวิชาการกลัวว่าต่อไปในอนาคตจะต้องเลิกใช้ ร เรือ เป็นแน่ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญและไม่ออกเสียง ร เรือเวลาพูด เช่น โรงเรียน เป็น โลงเลียน เรียบร้อย เป็น เลียบล้อย เกรงกลัว เป็น เกงกัว ฯลฯ หรือคำควบกล้ำก็ไม่ออกเสียง ภาคกลาง เป็น ภาคกาง  ครอบครัว เป็น คอบคัว เป็นต้น บางครั้งผู้เขียนเคยสอบถามนักเรียนที่มาใช้บริการร้านหมอภาษา นักเรียนบอกว่าออกเสียง ร เรือไม่ได้ เพราะไม่เคยฝึกรัวลิ้น หรือบางคนออกเสียงได้แต่ลืมออกเสียง เพราะการออกเสียงเป็น ล ลิงจะง่ายกว่าตามความเคยชินบางคนบอกว่าอายเพื่อน เพราะส่วนใหญ่ไม่ออกเสียง ร เรือ เมื่อได้ฟังแล้วน่าเป็นห่วงเราคงไม่อยากให้ ร เรือเป็นภาษาที่ตายไปหรือต้องเลิกใช้

บางคนออกเสียง ล ลิง เป็น ร เรือก็มี เช่น “ไม่ไปแร้ว” ออกเสียง แล้ว เป็น แร้ว ปัญหาการออกเสียง ร เรือ ล ลิง มีมากจนผู้เขียนกำลังทำวิจัยเรื่องการออกเสียง ร เรือ  ล ลิง นักเรียนส่วนใหญ่ที่ไม่ออกเสียง ร เรือ  เพราะกระดกลิ้นไม่ได้หรือบางคนออกเสีย ร เรือ ได้แต่อายที่จะพูด บางคนลืมออกเสียงด้วยความเคยชินกับการออกเสียงเป็นเสียง ล ลิง มากกว่า  เพราะไม่ต้องกระดกลิ้น บางคนตั้งใจออกเสียง ร เรือมากเกินไปก็ทำให้ไม่เป็นธรรมชาติ นักเรียนหมอภาษาทุกคนถูกปลูกฝังให้ออกเสียง ร เรือ  ล ลิงคำควบกล้ำให้ชัดเจนเพื่อจะได้เป็นสื่อในการออกเสียงภาษาไทยให้กับบุคคลใกล้เคียง  เช่น  พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเพื่อน  หากทุกคนระวังและตระหนักในการออกเสียงอยู่เสมอๆ จะทำให้ออกเสียงได้ถูกต้อง  บางครั้งเรานั่งชมโทรทัศน์ฟังพิธีกรหรือผู้ใหญ่บางคนออกเสียงไม่ชัดเจนยังรู้สึกไม่สบายใจ เพราะกลัวว่าเด็กๆจะเอาเป็นตัวอย่างเวลาที่เราพูดคุยกับผู้อื่นลองสังเกตดูว่าเมื่อเราออกเสียงถูกต้องเขาก็จะพยายามออกเสียงให้ถูกต้องตามเช่นกัน

การฝึกออกเสียง ร เรือขั้นแรกต้องฝึกรัวลิ้นก่อนฝึกพูด ฝึกอ่านออกเสียงจากแบบฝึกหัดทั้งคำร เรือ ล ลิง และคำควบกล้ำ การร้องเพลงก็เป็นการออกเสียงที่ดีเหมือนกัน เพราะทำให้ผ่อนคลายได้ เด็กๆจะชอบร้องเพลงหรือ อ่านหนังสือการ์ตูน เราก็ฝึกให้เขาออกเสียงให้ถูกต้อง และให้เขาเล่าเรื่องที่อ่านด้วย ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง จากการสังเกตนักเรียนที่ชอบอ่านหนังสือที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนแล้วนักเรียนจะเป็นผู้ที่ใช้ภาษาค่อนข้างดี มีเหตุผล เรียนดีเป็นส่วนใหญ่ เขาจะอ่านหนังสือคล่องมาก ส่วนนักเรียนที่เรียนอ่อนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอ่านหนังสือจะใช้เวลาว่างในการวิ่งเล่น ชมโทรทัศน์  เล่นเกม ฉะนั้นการสนับสนุนให้เด็กๆอ่านหนังสือเป็นเรื่องดีให้อ่านหนังสือทุกชนิด ไม่ใช่อ่านการ์ตูนอย่างเดียวค่ะ ลองให้อ่านหนังสือพิมพ์บ้าง ผู้ใหญ่ต้องกระตุ้นให้อยากอ่านก่อน โดยเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆให้ฟังเพื่อเร้าใจให้ติดตามตอนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ เรื่องสั้น นวนิยาย ฯลฯ

มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้เขียนไปห้องสมุดพบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/6  ชื่อเด็กชาย ศักดิโชติ  เพชรสมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ คุณแม่มารับกลับบ้าน เขาบอกคุณแม่ว่ายังอ่านไม่จบให้คุณแม่อ่านหนังสือรอก่อน แทนที่จะบอกว่าให้คุณแม่นั่งรอก่อน คุณครูฟังแล้วรู้สึกภูมิใจแทนคุณแม่มาก เมื่อสอบถามบรรณารักษ์ ได้ความว่าเด็กคนนี้ชอบอ่านหนังสือเป็นประจำ หนังสือที่อ่านเป็นวรรณกรรมหรือ นวนิยายที่ค่อนข้างยาวมาก

หากเด็กไทยทุกคนรักการอ่านจะทำให้ประเทศชาติมีเยาวชนที่มีความรู้กว้างขวางสามารถนำความรู้มาพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศได้  โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทราได้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการจรรโลงค่าและอนุรักษ์  ภาษาไทยให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานสืบไป

ขอบคุณเครดิต : ครูลักษณา  สังฆมาศ (หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย)
ที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=07d8ffeb6d7302d8

ตัวอย่างที่ 3 : เรียงความภาษาไทย – โชคดีที่มีภาษาไทย

“… เรามีโชคดีที่มีภาษาเป็นของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยคนับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือความร่ำรวยในคำของภาษาไทยซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ …”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานการประชุมคณะกรรมการชุมนุมภาษาไทย ในการประชุมทางวิชาการ ของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕

ภาษาไทยเป็นภาษาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาษาที่มีความไพเราะภาษาหนึ่งในโลก เป็นภาษาที่เกิดจากอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยที่ได้สั่งสมและถ่ายทอดมาเป็นเวลาหลายร้อยปีนับตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นจวบจบปัจจุบัน แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาในการใช้ภาษาไทย จนกลายเป็นต้นกำเนิดของ “วันภาษาไทยแห่งชาติ”

เพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้คนไทยภูมิใจในเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นชาติไทย แสดงถึงความเป็นชนชาติที่มีภาษาเป็นของตนเองในขณะที่หลายประเทศในโลกนั้นไม่มีภาษาซึ่งแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ภาษาไทย มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เป็นภาษาดนตรี เนื่องจากเป็นภาษาที่มีครบทั้งเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เป็นภาษาที่สามารถใช้บันทึกเสียงที่เปล่งออกมาได้เกือบจะครบถ้วน เช่น ภาษาจีนจะไม่สามารถบันทึกเสียง “ด”ได้

นอกจากนี้ภาษาไทยยังเป็นภาษาที่มีจังหวะจะโคน มีสัมผัสคล้องจองที่ไพเราะเสนาะหูเมื่อเปรียบเทียบกับภาษาอื่น สะท้อนถึงอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นคนเรียบง่ายแต่งดงาม อยู่กับธรรมชาติและเสพสุนทรียะจากสิ่งรอบตัวได้ จะมีรูปแบบฉันทลักษณ์ที่เป็นแบบแผน มีการใช้กลบท เล่นเสียง เล่นคำ และรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่กลั่นกรองมากจากธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกลบทบัวบานขยายกลีบ กลบทงูกินหาง กลบทสะบัดสะบิ้ง ซึ่งหาภาษาอื่นใดในโลกที่จะทำได้เช่นนี้ไม่มีอีกแล้ว

ภาษาไทยเป็นภาษาที่แสดงถึงความมีสัมมาคารวะ เพราะว่ามีระดับของภาษา เช่น ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการภาษาปาก ซึ่งต้องใช้ให้ถูกกาลเทศะ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า กิน ของพระใช้ ฉัน ของคนธรรมดาใช้ รับประทานของพระมหากษัตริย์ใช้ เสวย

แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นว่า ภาษาไทยถูกนำมาใช้อย่างผิดๆ เกิดการสร้างคำแบบใหม่ มีการตัดคำและไม่มีกาลเทศะในการใช้คำ แม้ว่าธรรมชาติของภาษาจะบอกว่า”ภาษาที่มีชีวิตนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลง” แต่ทว่าหากภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ เกรงว่าเอกลักษณ์ของชาติคงจะเสียหายและสูญหายไปในที่สุด เพราะเหตุนี้เราจึงควรร่วมกันอนุรักษ์ภาษาไทย เพราะ “เราโชคดีที่มีภาษาไทย” ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ที่มา : http://zhan.renren.com/huitailangaitaiyu?gid=3602888498031332421&checked=true

ตัวอย่างที่ 4 : เรียงความภาษาไทย – สามเส้า

ครัวไทยแต่ก่อนครั้งหุงข้าวด้วยฟืนนั้นมีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ก้อนเส้า เรายังหาครัวอย่างนี้ดูได้ในชนบทก้อนเส้านั้นอาจเป็นดินหรือก้อนหิน มีสามก้อนตั้งชนกันมีช่องว่างสำหรับใส่ฟืนก้อนเส้าสามก้อนนี้เองเป็นที่สำหรับตั้งหม้อข้าวหม้อแกงอันเป็นอาหารประจำชีวิตของคนไทย ดูๆไปก้อนเส้าสามก้อนนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยเพราะชาติไทยแต่ไหน แต่ไรมาก็ตั้งอยู่บนก้อนเส้าสามก้อนนั้น มีชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนาก็ประกอบด้วยก้อนเส้าสามก้อนคือ พระพุทธพระธรรม พระสงฆ์

ก้อนเส้าสามก้อนหรือสามเส้านี้เมื่อคิดไปอีกทีก็เป็นคติอันดีที่เราน่าจะยึดเป็นเครื่องเตือนใจภาษิตจีนมีว่า คนเราจะมีชีวิตมั่นคง จะต้องนั่งบนม้าสามขาม้าสามขาตามภาษิตจีนนั้นหมายถึง สิ่งสำคัญสามอย่างที่พยุงชีวิตเราสิ่งสำคัญนั้นจะเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องมีสามขา ถ้ามีเพียงสองชีวิตก็ยังขาดความมั่นคง ภาษิตจีนนี้ฟังคล้ายๆ “สามเส้า” คือว่าชีวิตของเราตั้งอยู่บนก้อนสามก้อน จึงมีความมั่นคง

ก็ก้อนเส้าทั้งสามสำหรับชีวิตนี้คืออะไรต่างคนอาจหาก้อนเส้าทั้งสามสำหรับชีวิตของตัวเองได้บางท่านอาจยึดพระไตรลักษณ์คือ ความทุกข์ ๑ ความไม่เที่ยง ๑ และความไม่ใช่ ตัวของเรา ๑เป็นการยึดเพื่อทำใจมิให้ชอกช้ำขุ่นมัวในยามที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือจะใช้เป็นเครื่องเตือนมิให้เกิดความทะเยอะทะยานตนทำลายสันติสุขของชีวิตก็ได้บางคนยึด ไตรสิกขาเป็นก้อนเส้าทั้งสามแห่งการยังชีวิตคือ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นหลัก แต่บางคนที่เล็งประโยชน์ในทางโลกมีหลักว่าเขาต้องประกอบอาชีพสามทาง เช่นว่า รับราชการหรือรับจ้างทางหนึ่งหารายได้พิเศษในยามว่างทางหนึ่งและศึกษาหาความรู้ต่อกันอันเป็นเครื่องเสริมอาชีพทางหนึ่ง ก้อนเส้าสามก้อนของบางคนอาจเป็นเช่นนี้ และเมื่อมีก้อนเส้าสามก้อนดังนี้ ก็เปรียบเหมือนตั้งหม้อข้าวบนก้อนเส้าสามก้อนในครัวซึ่งแน่นอนว่าเรา จะต้องได้กินข้าวถ้าตั้งเพียงสองก้อนเราก็ไม่แน่ใจว่าหม้อข้าวจะหกคว่ำลงเมื่อใด

สำหรับข้าพเจ้าเองก้อนเส้าทั้งสามของข้าพเจ้าก็คือ ตัวของตัวเอง ความรู้และโอกาสเมื่อกล่าวดังนี้ท่านอาจยังสงสัยว่าข้าพเจ้ายึดสามเส้านี้อย่างไรจะขอเริ่มด้วยตัวเอง คนเราต้องยึดตัวเองก่อน คือ ต้องทำตัวไว้ในความดีต้องรักตัวรักตัวนี้คือการพยายามตั้งตัวไว้ในความดี ไม่ใช่การเห็นแก่ตัวหรือการนึกถึงตัวเป็นใหญ่ คนเราต้องรักตัวเองก่อน จึงจะรักคนอื่นได้ช่วยผู้อื่นได้

ความรู้เป็นสิ่งสำคัญมากนโปเลียนกล่าวไว้ว่า คนเราจะมีปัญญาความสามารถเพียงใดก็ตามถ้าไม่มีโอกาสเสียแล้ว เราก็ไม่อาจใช้ความรู้ความสามารถได้และไม่อาจประสบความสำเร็จ หรือชื่อเสียงเกียรติยศได้ โอกาสจึงเป็นสิ่งสำคัญแต่ว่าโอกาสหรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง ช่องทางนั้นไม่ใช่จะมาหาเราเสมอไปเราต้องไปหามัน ต้องค้นหามัน และเมื่อพบแล้วต้องหยิบฉวยทันทีอย่างที่พูดกันว่าอย่าละโอกาส

เมื่อเราดำรงตนดีแล้ว พยายามหาความรู้ไว้เสมอและแสวงหาโอกาสช่องทางแล้ว ก็ไม่น่าสงสัยว่าเราจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรุ่งเรืองไม่ได้

สามเส้าดังที่กล่าวนั้นคือ สามเส้าที่ข้าพเจ้ายึดเป็นหลักประจำชีวิตสามเส้าเป็นคติของชีวิต ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ยึดคตินี้ คือคติที่ว่าชีวิตที่มั่นคงต้องอยู่บนสามเส้านั้น ต้องเป็นผู้ที่พบความสำเร็จเป็นแน่

ขอบคุณเครดิต :  คัดจากคณะอาจารย์ หมวดวิชาภาษาไทย วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา การใช้ภาษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา, ๒๕๑๗ หน้า ๑๓๐ – ๑๓๑)
ที่มา : http://blog.eduzones.com/jipatar/85957

ตัวอย่างที่ 5 : เรียงความภาษาไทย – ภาษาไทยกับวัยรุ่นไทย

สังคมเราในปัจจุบันนี้โลกเราได้มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องอย่างมากในชีวิตของคนไทยเรา ทำให้มีความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันรวมทั้งการสื่อสารด้วย ซึ่งในประเทศไทยนี้เยาวชนยุคใหม่บางส่วนได้นำค่านิยมผิดๆมาใช้กัน นั้นก็คือการใช้ภาษาไทยที่ผิด โดยเยาวชนกลุ่มนั้นคิดว่าเมื่อใช้แล้วมันเก๋ดี มันเท่ห์ดี แต่หารู้ไม่ว่าอาจจะทำให้ภาษาไทยของเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงและทำให้เยาวชนยุคหลังๆใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องตามไปด้วย ประเทศไทยของเรามีภาษาเป็นของตนเองแสดงออกถึงความเป็นเอกราชและความภาคภูมิใจของคนไทยเรา ภาษาไทยเป็นมรดกของคนไทยมายาวนาน แต่เยาวชนยุคบางส่วนใหม่กลับไม่รู้คุณค่าของมันเลย

การใช้ภาษาไทยที่ผิดๆของวัยรุ่นนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ภาษาไทยวิบัติลงไปจริงๆ ซึ่งจะเห็นได้จากที่วัยรุ่นใช้สื่อสารกันทาง msn เช่นคำว่า ทามอะไรอยู่-ทำอะไรอยู่ เปนอะไร-เป็นอะไร เพราะคำเหล่านี้ทำให้พิมพ์ง่าย สื่อสารกันได้เร็ว และดูเก๋ด้วย แต่ถ้าคิดอีกแง่มุมหนึ่ง การที่ภาษาไทย 1คำ สามารถเขียนได้หลายแบบ เพราะภาษาไทยมีพยัญขนะที่ออกเสียงเหมือนๆ กัน มีสระที่เสียงคล้ายๆกัน จึงทำให้สามารถเขียนออกมาได้หลายแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษาไทยนั้นสามารถดัดแปลง เปลี่ยนแปลงคำได้หลากหลาย โดยที่ความหมายเหมือนเดิม แต่ลักษณะการเขียนผิดออกไป เป็นเสมือนการสร้างคำสร้างภาษาให้มีการวิบัติมากขึ้น การใช้คำใช้ภาษาไปผิดๆ ทำให้เป็นการฝึกนิสัยในการใช้ภาษาไทยที่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษา และฉันกลาพูดได้เลยว่าวัยรุ่นไทยสมัยนี้เขียนคำ สะกดคำในภาษาไทย ได้ไม่ถูกตามตัวสะกด และเขียนภาษาไทยได้ไม่ถูกต้องตามหลักภาษา พูดไม่ถูกอักขระ ไม่มีคำควบกล้ำ บางคนพูดภาษาไทยไม่ชัดเจนด้วยซ้ำไปและอยากจะยกตัวอย่างการใช้ภาษาไทยของวัยรุ่นจากความคิดเห็นของดร.นพดล กรรณิกา ว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจภาคสนาม เรื่อง วันภาษาไทยแห่งชาติ กับสิ่งที่คนไทยต้องการรักษาไว้ในสังคมไทย: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 2,277 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 17-20 ก.ค. พบประเด็นแรกที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.3 ไม่ทราบว่า วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันใด มีเพียงร้อยละ 14.7 ที่ทราบและตอบถูกว่า วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เมื่อสอบถามความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญของภาษาไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.9 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีสระกี่รูป ร้อยละ 81.2 ไม่ทราบความหมายของร้อยกรอง ร้อยละ 75.0 ไม่ทราบความหมายของร้อยแก้ว ร้อยละ 64.2 ไม่ทราบวรรณยุกต์ในภาษาไทยว่ามีกี่รูป และร้อยละ 11.7 ไม่ทราบว่าพยัญชนะไทยมีกี่ตัว  เมื่อถามถึงพยัญชนะภาษาไทยที่สับสนในการใช้มากที่สุด พบว่า ร้อยละ 26.1 ระบุเป็นตัว “ฎ” รองลงมาคือ ร้อยละ 13.6 ระบุ เป็น “ฏ” ร้อยละ 9.8 ระบุเป็น “ร” ร้อยละ 5.8 ระบุเป็น “ฑ” ร้อยละ 4.5 ระบุเป็น “ณ” และร้อยละ 4.5 เท่ากัน ระบุเป็น “ฐ” ตามลำดับ  นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.9 มีปัญหาเรื่องเขียนภาษาไทยผิด ร้อยละ 31.9 จับใจความผิด ร้อยละ 29.6 พูดผิด ร้อยละ 27.5 อ่านผิด ร้อยละ 18.6 ฟังผิด เป็นต้น

ส่วนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาในการใช้ภาษาไทย ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ระบุคือกลุ่มวัยรุ่น ร้อยละ 46.0 ระบุเป็นกลุ่มนักร้อง ร้อยละ 44.8 ระบุเป็นกลุ่มดารานักแสดง ร้อยละ 18.1 ระบุผู้ดำเนินรายการวิทยุ ร้อยละ 17.2 ระบุเป็นนักการเมือง ร้อยละ 17.2 ระบุเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ร้อยละ 15.8 ระบุเป็นผู้ประกาศข่าว และร้อยละ 8.9 ระบุเป็นครูอาจารย์ ตามลำดับ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.5 ระบุต้องเร่งแก้ไขอนุรักษ์ฟื้นฟูการใช้ภาษาไทยในช่วงเวลานี้ ในขณะที่เพียงร้อยละ 7.5 ระบุว่าไม่ต้องเร่งแก้ไข เมื่อสอบถามถึงสิ่งที่ต้องรักษาไว้ในสังคมไทย ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.2 ระบุเป็นศิลปวัฒนธรรม รองลงมาคือร้อยละ 68.5 ระบุภาษาไทย ร้อยละ 68.1 ระบุเป็นการช่วยเหลือ มีน้ำใจต่อกัน ร้อยละ 60.1 ระบุความกตัญญู รู้จักตอบแทนบุญคุณ ร้อยละ 59.5 ระบุการเคารพผู้อาวุโส ร้อยละ 59.0 ระบุความสามัคคี ร้อยละ 56.9 ระบุความรักชาติ ร้อยละ 54.1 ระบุการให้อภัย และร้อยละ 46.9 ระบุความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษและกฎแห่งกรรม ตามลำดับ

แต่ถึงอย่างไรแล้วการรักษาภาษาไทยที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของไทยที่มีมาแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยให้คนไทยได้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่จะใช้ภาษาที่เก๋ไก๋แต่ทำให้ภาษาพ่อภาษาแม่ของเราวิบัติไป จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยทุกคนช่วยกันรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง และช่วยกันรักษาอนุรักษ์ภาษาที่เป็นสิ่งที่เราาใช้แสดงความเป็นไทย ความเป็นเอกราช ของประเทศไทยเราเอง ช่วยกันสืบต่อให้คนรุ่นหลังของเราได้ใช้ภาษาไทยต่อไป

ขอบคุณเครดิต :  คุณ ชนัดดา นรินยา
ที่มา : http://thchanudda.blogspot.com/2010/04/blog-post.html

Tags: , , , , , ,