เรียงความวันสุนทรภู่

เรียงความวันสุนทรภู่ : ในวันที่ ๒๖ มิถุนายนของทุกปีนั้น เป็นวันสำคัญของกวีเอกของไทย คือ วันสุนทรภู่นั่นเอง ทุกโรงเรียน หรือ สถานศึกษาต่างๆได้มีการจัดกิจกรรม เพื่อรำลึกถึงกวีเอกของไทยท่านนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลอนวันสุนทรภู่ ประวัติสุนทรภู่ และเรียงความวันสุนทรภู่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจถึงเรื่องราวชีวประวัติของท่านสุนทรภู่ได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นเรามารู้จักประวัติของสุนทรภู่ครูกวีแห่งสยาม และผลงานของสุนทรภู่กันก่อนเลยค่ะ ในตอนท้ายของบทความเราจะมีตัวอย่างการเขียนเรียงความวันสุนทรภู่มาให้อ่านกันด้วยค่ะ

เรียงความวันสุนทรภู่

ประวัติสุนทรภู่

:: วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ – ๒๓๔๙) แรกเกิด – อายุ ๒๐ ปี ::

พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงาน มีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คนเป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนาง ข้าหลวงในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคตหรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งใน นิราศเมืองแกลงว่า “จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา” แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙

:: วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ – ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ – ๓๐ ปี ::

หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์  พระโอรสองค์เล็กของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยาสุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นานก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐ สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนักในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว ้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ – ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไปเพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาค ในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลังสมัยหนุ่ม ว่า

       ”ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค           เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
        มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล           มาทำไร่ทำนาท่านการุญ”

นักเลงกลอนอย่างท่านสุนทรภู่ ทำไร่ทำนาอยู่นานก็ชักเบื่อ ด้วยเลือดนักกลอนทำให้ท่านกลับมากรุงเทพฯ หากินทางรับจ้างแต่งเพลงยาว บอกบทสักวา จนถึงบอกบทละครนอก บางทีนิทานเรื่องแรกของ ท่านคงจะแต่งขึ้นในช่วงนี้ การที่เกิดมีนิทานเรื่องใหม่ๆ ทำให้เป็นที่สนใจมาก เพราะสมัยนั้นมีแต่กลอนนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ไม่กี่เรื่อง ซ้ำไปซ้ำมาจนคนอ่าน คนดูรู้เรื่องตลอดหมดแล้ว นิทานของท่านทำให้นายบุญยัง เจ้าของคณะละครนอกชื่อดัง ในสมัยนั้นมาติดต่อว่าจ้างสุนทรภู่ ท่านจึงได้ร่วมคณะละคร เป็นทั้งคนแต่งบทและบอกบท เดินทางเร่ร่อนไปกับคณะละครจนทั่ว ดังตอนหนึ่งใน นิราศสุพรรณคำโคลง ท่านรำลึกถึงครั้งเดินทางกับคณะละครว่า

       ” ๏ บางระมาดมิ่งมิตรครั้ง            คราวงาน
        บอกบทบุญยังพยาน                   พยักหน้า
        ประทุนประดิษฐาน                      แทนฮ่อง หอเอย
        แหวนประดับกับผ้า                      พี่อ้างรางวัล ”

นิทานเรื่องสำคัญที่สุด คือ เรื่องพระอภัยมณี ก็น่าจะเริ่มแต่งในช่วงนี้ด้วย (เป็นแค่เริ่มแต่ง มิได้แต่งตลอดทั้งเรื่อง) นิทานเรื่องนี้แปลกแหวกแนวยิ่งกว่า นิทานจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใดที่เคยมีมา ทำให้คณะ ละครนายบุญยังโด่งดังเป็นพลุ เป็นที่ต้องการของใครต่อใคร และแน่นอนชื่อเสียงของท่านสุนทรภู่ ก็โด่งดังไปไม่แพ้กัน ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง

:: รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ – ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ – ๓๘ ปี ::

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของพระองค์ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณี ทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณีบัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิตด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียนและเวียนใจอยู่กับเรื่อง ความรัก ที่ไหนจะมีเวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง (กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ “เที่ยวไปกับสุนทรภู่” ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ) อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในปี พ.ศ.๒๓๕๙ ในกรมพระอาลักษณ์ เรื่องราวของกวีที่ปรึกษาท่านนี้ ที่ได้แสดงฝีมือเป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

:: ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ – ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ – ๕๖ ปี ::

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจาก แผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษาในราชสำนัก ก็หมดวาสนาไปด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ถึงเหตุที่สุนทรภู่ไม่กล้ารับราชการต่อใน แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ดังนี้ “เล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา ทรงแต่งตอนนางบุษบาเล่นธาร เมื่อท้าว ดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแต่ง “เมื่อทรงแต่งแล้ว ถึงวันจะอ่านถวายตัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งวานสุนทรภู่ ตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่า เห็นดีอยู่แล้ว ครั้นเสด็จออก เมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรง ปรึกษาพร้อมกัน ถึงบทแห่งหนึ่งว่า ” ‘น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว’ “สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอแก้เป็น ” ‘น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว’ “โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้ว ดำรัสว่า เมื่อ ขอให้ตรวจทำไมจึงไม่แก้ไข แกล้งนิ่งเอาไปไว้ติหักหน้ากลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง “อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งบทละครเรื่องสังข์ทอง ตอน ท้าวสามลจะให้ลูกสาวเลือกคู่ ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า ” ‘จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา’ ” ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย สุนทรภู่ถามขึ้นว่า ‘ลูกปรารถนาอะไร’ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องแก้ว่า ” ‘จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา’ “ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจนตลอดรัชกาลที่ ๒ … ” จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอ พระราชหฤทัย ประกอบกับความอาลัยเสียใจหนักหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อกลับจากกรุงเก่า พระสุนทรภู่ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม หรือวัดแจ้ง ปี พ.ศ.๒๓๗๒เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงฝากเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว พระโอรสองค์กลางและองค์น้อยให้เป็นศิษย์สุนทรภู่ การมีศิษย์ชั้นเจ้าฟ้าเช่นนี้จึงทำให้พระสุนทรภู่สุขสบายขึ้นพระสุนทรภู่อยู่วัดอรุณฯ ราว ๒ ปี จึงข้ามฟากมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ เล่ากันถึงสาเหตุที่พระสุนทรภู่ย้ายวัดมา ก็เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชักชวนให้มาอยู่ด้วยกัน สมเด็จฯ ทรงเป็นกวีองค์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์หนึ่ง เชื่อว่าคงจะทรงคุ้นเคยกับสุนทรภู่ในฐานะที่เป็นกวีด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยที่สุนทรภู่เป็นขุนสุนทรโวหารในรัชกาลที่ ๒ ชีพจรลงเท้า สุนทรภู่อีกครั้งเมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะไปค้นหา ทำให้เกิดนิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย

ว่าชะตาขาดจะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านอีกเป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย

:: รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ – ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ – ๖๙ ปี ::

เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่งแม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทาง และรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชรสุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรโวหาร” ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอาย ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

เรียงความวันสุนทรภู่

ผลงาน
หนังสือบทกลอนที่สุนทรภู่เเต่งมีมากมาย ที่ได้ยินเเต่ชื่อเรื่องยังหาฉบับไม่พบก็มี ที่หายสาบสูญไปเเล้วไม่ได้ยินชื่อเรื่องก็มี เเต่เรื่องที่ยังมีต้นฉบับอยู่ในปัจจุบันมี ๒๔ เรื่อง คือ – นิราศ ๙ เรื่อง ได้เเก่ นิราศเมืองเเกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองสุพรรณ นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศพระเเท่นดงรัง นิราศพระปฐม เเละนิราศเมืองเพชรบุรี – นิทาน ๕ เรื่อง ได้เเก่ โคบุตร พระอภัยมณี พระไชยสุริยา ลักษณวงศ์ เเละ สิงหไตรภพ – สุภาษิต ๓ เรื่อง ได้เเก่ สวัสดิรักษา เพลงยาวถวายโอวาท เเละสุภาษิตสอนหญิง – บทละคร ๑ เรื่อง คือ เรื่องอภัยนุราช – บทเสภา ๒ เรื่อง ได้เเก่ ขุนช้างขุนเเผน ตอนกำเนิดพลายงาม เเละเรื่องพระราชพงศาวดาร – บทเห่กล่อม ๔ เรื่อง ได้เเก่ เห่เรื่องจับระบำ เห่เรื่องกากี เห่เรื่องพระอภัยมณี เเละเห่เรื่องโคบุตร

เรียงความวันสุนทรภู่

ตัวอย่างที่ 1 : เรียงความเรื่อง “สุนทรภู่ครูกวีแห่งสยาม”

เมื่อถึงวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีใครๆก็รู้ว่าเป็นวันสุนทรภู่ โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะจัดกิจกรรมแสดงละครเรื่องพระอภัยมณี แล้วก็แต่งบทกลอนเทิดทูน หรือไม่ก็มีการจัดท่องเที่ยวตามบทประพันธ์นิราศ ต่างๆนาๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนเอาบทประพันธ์ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วยุเนสโก้ก็มาอ่านแล้วยกย่องให้สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลก ที่เรียกสุนทรภู่ว่าครูกวีแห่งสยามก็คงเพราะท่านเป็นคนคิด การบังคับ โครง ฉันท์ กาพ กลอน ต่างๆนาๆ ใช้เรียนกันในวิชาภาษาไทยก็เพื่อให้ ประเทศไทย ไม่ลืมการแต่งคำประพันธ์ จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่นั่นคือความคิดของพวกสิ้นคิดไม่มีวันที่จะเจริญได้หรอก

แต่เมื่อพอลองไปเปิดสมุดบันทึกชีวประวัติของท่านมาอ่านก็จะรู้ทันที่ว่า กว่าจะมาเป็นบทประพันธ์ซักบทหนึ่งมันยากลำบากขนาดไหน ว่าสุนทรภู่จะคิดการแต่ บทประพันธ์ ที่ฟังหรืออ่านแล้ว ไพรเราะเสนาะหูมันยากแค่ไหน แต่ความจริงแล้ว สุนทรภู่เกิดมาก็ เป็นเพียบแค่ไอ้เด็กตัวเล็กๆที่ชอบพูดจาภาษากลอนที่มีชื่อว่า ภู่ แต่เมื่อโตขึ้นก็ไปเป็นข้าในกลมพระราชวัง เพราะมารดาไปเป็นแม่นมให้เชื่อพระวงศ์ ส่วนพ่อก็โกรธแม่หนีไปบวดซะงั้น พอเมื่อสุนทรถู่โตขึ้นมาหน่อยก็ไปชอบกับนางในที่ชื่อว่าแม่จัน อย่างกับหนังแดจังกึม หลังจากที่ชอบพอกันไม่ไม่นานก็ถูกจับไปจองจำเพราะข่าวนั้นดังไปถึงกรมพระราชวังหลัง แต่ไม่นานก็ถูกปลอยตัวเพราะ กรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคต เป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคต แต่พอเมื่อถูกปล่อยตัวได้ไม่นาน สุนทรภู่ก็ถูกใช้ให้ไปธุระที่จังหวัดชลบุรี ด้วยความคิดถึงนางจัน พี่ภู่ ก็ได้แต่ง นิราศเมืองแกลง ออกมาเป็นเหมือนบันทึกการเดินทาง หลังจากกลับมาวังหลังสุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ในวันมาฆบูชา จึงได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้นอีก คือ นิราศพระบาท แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไปพระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดซึ่งเป็นบุตรของสุนทรภู่ไว้ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อยๆเลย แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษาในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย ในรัชกาลที่ ๒ ขุนสุนทรโวหารใน ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงกับอุตสาหะไปค้นหา ทำให้เกิดนิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ส่วนญาติพี่น้องของสุนทรภู่ ที่ล้วนเป็นชาววังหลังมีความสัมพันธ์กับวัดสุวรรณารามอย่างมากสำหรับชุมชนบ้านบุ เป็นชุมชนที่มีการบุขันลงหินวัดสุวรรณารามหรือวัดทองนั้น เป็นที่เผาศพของน้องสุนทรภู่ 2 คน ที่ชื่อฉิม และนิ่ม ในกลอนนิราศที่บอกว่า “ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบ เย็นยะเยือกหย่อมหญ้าป่าช้าผี สงสารฉิมนิ่มน้อง 2 นารี มาปลงที่เมรุทองทั้ง 2 คน” ในสมัยรัชการที่ 3 เมื่อสุนทรภู่สึกออกมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัยในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้สุนทรภู่ยังแต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรโวหาร” ขณะที่ท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

          ไปๆมาๆ ชีวิตของสุนทรภู่วนเวียนอยู่ในวังกับวัด จนเกิดเป็นมหานิราศและบทประพันธ์ ได้แก่ 1.นิราศเมืองแกลง 2.นิราศพระบาท 3.นิราศภูเขาทอง 4.นิราศเมืองเพรช 5.นิราศสุพรรณ 6.นิราศพระประธม 7.พระอภัยมณี และอื่นๆอีกมากมาย ตั้งแต่เกิดวังหลัง โตวังหลวง บวชวัดหลวง และตายวังหน้า ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าสุนทรภู่เป็นคนระยอง เพียงแต่แต่งนิราศเมืองแกลงไว้ตอนไปเยี่ยมพ่อที่นั่น สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลกไปแล้ว แต่คนไทยยังสับสนถึงตัวตน ความเป็นมา และความเป็นไปของกวีเอกผู้นี้อย่างไม่เข้าท่าไม่เข้าเรื่องหลักฐานก็มี ของจริงก็ยังพอปรากฏขนาดนี้ ตาสว่างเสียทีคนไทย

ที่มา : http://alisa-ritkaew.blogspot.com/2012/06/blog-post_27.html

ตัวอย่างที่ 2 : เรียงความวันสุนทรภู่ : “สุนทรภู่ที่ฉันรู้จัก”

ถ้าหากเราจะกล่าวถึงกวีผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายใน สมัยรัตนโกสินทร์ ก็เห็นจะไม่พ้นพระสุนทรโวหารภู่ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ สุนทรภู่ ศรีกวีเอกแห่งแผ่นดินสยาม ผู้เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่จรรโลงตัวอักษรร้อยรสเป็น ความบันเทิงแห่งโลกวรรณกรรม อันเป็นเอกลักษณ์หาท่านใดเปรียบได้ยาก ซึ่งตัวฉันเองก็ได้รับรู้ถึงประวัติและผลงานของท่านมาบ้างตั้งแต่ยังเด็ก และได้มีโอกาสร่วมงานวันสุนทรภู่ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นในทุกปี

สุนทรภู่ หรือ พระสุนทรโวหาร มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว “เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนางข้าหลวงในวังหลัง ชื่อแม่จัน เมื่อความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และแม่จันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา แต่ทั้งคู่ก็ยังมิอาจสมหวังในรัก ชีวิตหลังแต่งงานของท่านไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะสุนทรภู่เป็นคนเจ้าชู้ ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีลูกด้วยกันชื่อหนูพัด แต่ไม่นานก็ต้องเลิกรากันไป” จากประวัติที่ได้ยกมาแค่บางส่วนของสุนทรภู่ เราจะเห็นได้ว่าชีวิตของท่านนั้นยากลำบากเพียงใด กว่าจะมาเป็นบทประพันธ์แต่ละบทนั้นต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามากมาย อาทิเช่น การเดินทางไปเมืองแกลงเพื่อไปหาพ่อที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่ก็เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต ท่านก็ได้แต่งนิราศเมืองแกลงเอาไว้ เป็นต้น เมื่อเวลาผ่านไป อายุของท่านก็เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและบทกลอนเป็นที่สุด สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรโวหาร” ขณะที่ท่านมีอายุได้ ๖๕ ปี และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี ทั้งชีวิตของท่านได้แต่งมหานิราศและบทประพันธ์ไว้มากมาย อันได้แก่ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองเพชร นิราศสุพรรณ นิราศพระประธม พระอภัยมณี ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่องพระอภัยมณี นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าความงามทางภาษา และวรรณศิลป์ มีการใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดภาพพจน์อันเป็นเลิศแล้ว จะเห็นได้ว่ามีคุณค่าต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ดังตอนที่พระฤๅษีได้กล่าวสอนสุดสาครไว้ว่า “รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ซึ่งจากตัวอย่างที่ได้ยกขึ้นมากล่าว เราจะสังเกตได้ว่าผลงานของท่านมักจะสอดแทรกข้อคิด คติธรรมที่เหมาะสมกับกาลเวลา รวมทั้งในบทประพันธ์ของท่านยังแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อใน สมัยนั้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั่วโลกเองต่างก็ยอมรับในผลงานของท่าน แม้ว่าตอนนี้ตัวท่านจะได้เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่คุณงามความดีและคุณประโยชน์ของกวีสี่แผ่นดินผู้นี้ก็ยังคงอยู่ ตัวท่านสุนทรภู่ก็ถือได้ว่าเป็นกวีสามัญชนที่สร้างผลงานอันทรงคุณค่ามากที่ สุด บทกลอนของท่านได้เป็นแบบอย่างที่คนไทยยึดถือมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นท่านยังได้ชื่อว่าเป็นกวีเอกของโลกท่านหนึ่ง โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือที่รู้จักกันใน นามของ ยูเนสโก ( UNESCO ) ได้ประกาศเกียรติคุณให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ในวาระที่ครบรอบ ๒๐๐ ปีเกิดของท่าน และในบ้านเรานี้เองก็ได้มีวันสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวท่านสุนทรภู่โดยตรง ซึ่งก็คือวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญและได้กล่าวความยกย่องในความเป็นอัจฉริยะใน งานนิพนธ์ของท่านด้วย

ตัวฉันในฐานะชาวไทยคนหนึ่ง รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะมันได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยของเราไม่สิ้นคนดี คนเก่ง ที่มากด้วยความสามารถ บทประพันธ์ของท่านทำให้ผู้อ่านทุกคนล้วนแต่ประทับใจและก็ยิ่งมั่นใจได้เลย ว่าท่านสุนทรภู่สมควรแล้วที่ได้รับการยกย่องว่าท่านคือกวีเอกอย่างแท้จริง ดั่งเช่นหลักฐานที่ท่านได้ทำให้เห็นเช่นปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นแบบอย่างและแนวทางในการประพฤติดีของพวกเราสืบต่อไป

ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1372539#ixzz1OzxLn7sm
เครดิต :: รางวัลรองชนะเลิศการประกวดสุนทรพจน์ วันสุนทรภู่ 26 มิถุนายน 2552 โดย นักเรียนระดับม.4โรงเรียนอัมพรไพศาล อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี

ขอขอบคุณรูปภาพและเนื้อหาประกอบ
- http://anubanmuangmai.blogspot.com/
- http://scoop.mthai.com/specialdays/2452.html

Tags: , , , , ,