เรียงความสุนทรภู่

เรียงความสุนทรภู่

ในวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีได้ถูกกำหนดให้เป็นวันสุนทรภู่ ผู้ซึ่งเป็นกวีเอกของไทยและกวีเอกของโลก เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของสุนทรภู่ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น ในหลายๆกิจกรรมที่จัดนั้นจะมีการเขียนเรียงความวันสุนทรภู่อยู่ด้วย เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสุนทรภู่ตามความคิดของตน วันนี้เราจึงรวบรวมเรียงความสุนทรภู่มาให้ได้อ่านกัน จะได้รู้ว่าแต่ละท่านมีความคิดเห็นเกี่ยวกับท่านสุนทรภู่กวีเอกของเราอย่างไรบ้าง ลองตามมาดูกันนะคะ

เรียงความสุนทรภู่

รูปภาพประกอบจาก : http://cfd-press.blogspot.com/2012/06/blog-post_4155.html

ตัวอย่างที่ 1เรียงความสุนทรภู่ : “สุนทรภู่” มหากวีเอกของโลกกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จากมหากวีผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีชื่อเสียงเลืองลือไปด้วยทั่วโลกด้วยผลงานการประพันธ์ที่สุดแสนจะซาบซึ้งกินใจผู้อ่าน ด้วยเรื่องราวรักสามเส้าของพระอภัยมณี นางเงือก และนางผีเสื้อสมุทร ด้วยเรื่องราวที่แฝงความจริงในของโลกยุคปัจจุบัน ที่มีเรื่องราวของการชู้สาวเพิ่มมากขึ้นและเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม และเรื่องราวของสุดสาครต้องผจญภัยไปในดินแดนหลายแคว้น หลายเมือง เพื่อออกตามบิดาของตน วันนี้เราจะพาท่านไปเจาะลึกถึงการดำเนินชีวิตของกวีผู้นี้ว่าเป็นอย่างไร? ตรงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมากน้อยเพียงใด

สุนทรภู่นั้นเดิมเป็นคนบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นลูกของหญิงที่ถือได้ว่ามีเชื้อสายผู้ดี แม่นั้นเป็นนางนมในกรมพระราชวังหลัง และพ่อนั้นได้บวชอยู่ที่วัดบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง สุนทรภู่นี้ถือได้ว่าเป็นที่มีโอกาสได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี โดยที่ได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือที่วัดชีปะขาว หลังจากนั้นได้มีโอกาสเข้าทำงานในกรมพระราชวังหลัง แต่ไม่มีความเจริญห้าวหน้าในหน้าที่การงาน จึงตัดสินใจลาออก ด้วยเพราะตัวสุนทรภู่เองนั้นเป็นคนที่มีความชอบในการแต่งกลอน และสุนทรภู่ได้มีโอกาสเจริญรุ่งเรืองที่สุดก็คือในสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ถือได้ว่าช่วงนี้เป็นยุคทองของงานวรรณคดี ทำให้สุนทรภู่ได้รับบรรดาศักดิ์ “ขุนสุนทรโวหาร” และได้รับบรรดาศักดิ์สูงสุดจาก รัชกาลที่ 4 เป็น “พระสุนทรโวหาร” เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตของสุนทรภู่ คือ เรื่องของความรักระหว่างสุนทรภู่และแม่จันที่ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ จนทำให้ทั้งคู่ต้องเข้าไปอยู่ในคุก ด้วยความรักที่ผิดจารีตประเพณี และสุนทรภู่นี้ถือได้ว่าเป็นคนที่เจ้าชู้อยู่พอสมควร ทำให้ต้องร้างลากับแม่จันไป และสำหรับคนที่สืบเชื้อสายมาจากสุนทรภู่นั้นจะใช้นามสกุลว่า “ภู่เรือหงส์”

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นได้กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นหลักการสำหรับการปฏิบัติตน และดำรงอยู่ประชาชนทุกระดับ รวมทั้งรัฐบาลที่จะใช้เป็นแนวทางในการบริหารงานและพัฒนา ประเทศ โดยยึดหลักของทางสายกลาง เพื่อจะเป็นการฝึกฝนให้คนเรานั้นสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกโลกาภิวัต น์  ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ ว่านี้ มีส่วนประกอบหลักๆอยู่ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข โดย 3 หลักที่ว่านั้นก็จะประกอบไปด้วย 1.พอประมาณ 2.มีเหตุผล 3.มีภูมิคุ้มกัน บนพ้นฐาน 2 ห่วงที่ว่านั้นก็คือ ความรู้ และคุณธรรม และด้วยปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงนี้เองที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช นั้นได้รับรางวัล The Human Development Lifetime Achievement Award ซึ่งจัดโดย องค์การสหประชาชาติ (UN) และมีนายโคฟี อนัน ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เป็นตัวแทนมาทูลเกล้าถวาย เนื่องในทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่มีในหลวงที่ทรงทำงานหนัก เพื่อพสกนิกรได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มโพธิ์ของพระองค์

บุคคลตัวอย่างที่เราจะใช้ในการพิจารณาความมีความสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบุคคลนั้น คือ สุนทรภู่ ซึ่งสุนทรภู่เกิดในช่วงตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ที่ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ทราบว่าพฤติกรรมในช่วงต่างๆของสุนทรภู่มีความเป็นจริงและไม่มีการแสดง เพื่อให้สังคมยอมรับเหมือนกับหลายคนทุกวันนี้ ที่จะใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นเครื่องมือบังหน้าในการจัดรายการที่อาจจะไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอ เพียง เพื่อเป็นการเอาหน้า ลักษณะของสุนทรภู่ที่สอดคล้องนั้นได้แก่ การที่สุนทรภู่ มีความขยันในการศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้เกิดความรู้และได้สำนวนใหม่ และยังเป็นคนที่มีความความพอเพียงในตนเองไม่โลภมากอยากได้ของผู้อื่น ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างซื่อสัตย์ สุจริต และมีความรับผิดชอบในการงาน โดยจะสังเกตได้จากการที่สุนทรภู่ได้เป็นกวีที่ปรึกษา ของรัชกาลที่ 2 นั้นพอจะบ่งบอกได้ว่าสุนทรภู่น่าจะมีคุณสมบัติที่มีความรับผิดชอบอบ ความซื่อสัตย์ สุจริต และสุนทรภู่นี้เป็นที่มีเหตุผล จากการที่กล้าที่จะโต้แย้งกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องความเหมาะสมในการแต่งกลอนแต่ละบท จนทำให้รัชกาลที่ 3 ไม่พอใจ

เมื่อจะกล่าวถึงส่วนที่อาจจะขัดแย้งของสุนทรภู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็พอมีบ้าง จากการศึกษาข้อมูลของสุนทรภู่นั้นเราพบว่าสุนทรภู่ก็มีส่วนไม่ดีของชีวิต อยู่ด้วย เหมือนกับเมื่อตอนที่ต้องลาสิกขา  เพราะ เกิดการเมาเหล้าแล้วอาละบาดทำให้ต้องโดดขับไล่ออกจากวัด และการที่สุนทรภู่นั้นก็เป็นคนที่มีความเจ้าชู้ จนทำให้ต้องหย่าร้างจากแม่จัน นั้นก็แสดงว่าสุนทรภู่ไม่อาจจะได้ตั้งมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเสมอไป แต่ก็มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสุนทรภู่นั้น พบว่าสุนทรภู่ก็ต้องมีจุดที่สอดคล้องหรือขัดแยงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อยู่บ้าง เหมือนกับคนเราที่ไม่อาจจะดำรงตนให้สามารถอยู่กับสิ่งเดียวตลอดไป แต่ก็ขอให้ยึดเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้บ้าง ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้แหละจะเป็นตัวที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยของ เรามีความเจริญทางด้านจิตใจของมนุษย์มากขึ้น แล้วทุกคนในเมืองไทยจะรู้สึกได้เลยถึงความสงบสุขของชีวิต

ขอบคุณเครดิต : คุณ TUN ชั้น ม.4/3 เลขที่ 9
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=55280

ตัวอย่างที่ 2 เรียงความสุนทรภู่ : “สุนทรภู่ ครูกวี”

เมื่อกล่าวถึงสุนทรภู่นั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่า น้อยคนนักที่จะรู้จักพียงแค่ชื่อ เพราะว่าท่าน เป็นผู้ที่ มีความสำคัญและยิ่งใหญ่สำหรับชนชาวไทย ท่านได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโก ให้เป็นบุลคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม จนสามารถกล่าวได้ว่า สุนทรภู่ คือ “มหากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” หรือ “เชกเปียร์แห่งประเทศไทย”

สุนทรภู่ หรือ ชื่อเดิมว่า “ภู่” เกิดวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2326 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อสมัยยังเยาว์วัย ท่านมีนิสัย รักการแต่งกลอน แต่งบทประพันธ์ จนเรียกว่าเป็นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้

กระทั่งในปัจจุบัน ได้แต่งตั้ง ว่าเป็นผู้ที่มีผลงานดีเด่น ด้านวรรณกรรมระดับโลก และกำหนดให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสำคัญที่จะยกย่องเชิดชูเกียรติของท่านให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และเข้าใจถึงความสำคัญของสุนทรภู่ครูกวีผู้นี้

เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไป ประเทศไทยของเราเริ่มมีอะไรใหม่ๆเข้ามามาก ทำให้บุคคลสำคัญในอดีต มักถูกลืมเลือนไป จางหายไปตามกาลเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งในอนาคต จะไม่ถูกเรียกเป้นวันสำคัญได้อีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น  ข้าพเจ้าจึงคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีที่จะจัดนิทรรศการกิจกรรม”วันสุนทรภู่” เพื่อเป็นการยกย่องส่งเสริมให้เยาวนได้เรียนรู้ ทุกวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี  สามารถที่จะจัดกิจกรรมได้มากมายหลายที่ ทั้ง สถานศึกษา โรงเรียน บริษัติ ห้องสรรพสินค้า ซึ่งจะเน้นเกี่ยวกับสุนทรภู่ และ ภาษาไทยเป็นหลัก ทั้งการเล่นเกมส์ การแต่งบทกลอน การเขียนเรียงความ การประกวดแต่งกายจากในนิทาน  การวาดรูประบายสี การโต้วาที การแสดงละคร จัดบอร์ด แสดงผลงานและชีวประวัติของสุนทรภู่ ซึ่งนอกจากที่ ข้าพเจ้ากล่าวมาทั้งหมดนั้น ยังมีกิจกรรมที่สามารถทำได้อีกมากมายหลายประเภท ผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้เรียนรู้ ร่วมกันสืบทอดภูมิปัญญา และ ชื่นชมผลงานของกวีเอกผู้นี้

กล่าวโดยสรุปแล้ว สุนทรภู่เป็นครูภาษาไทยที่ทุกคนควรยกย่อง เคารพและให้เกียรติ จัดกิจกรรมส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ และเข้าใจ ได้รับประโยชน์จากการศึกษางานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า ซึ่งทำให้พวกเขาได้เกิดความรัก และความภาคภูมิใจในภาษาไทยของตนเอง และร่วมกันสืบทอดความสำคัญของ”วันสุนทรภู่” ให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน..

ขอบคุณเครดิต : asava
ที่มา : http://asavavarint.exteen.com/20130316/by-asava

ตัวอย่างที่ 3 เรียงความสุนทรภู่ : สุนทรภู่ในสายตาผม

“ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้นเกิดในใต้หล้าสุธาธาร
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
แม้นเนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมประทุมทอง”

กลอนข้างต้นนี้เป็นกลอนที่ผมเพิ่งได้ยินเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมทราบภายหลังว่านี่เป็นผลงานการประพันธ์ของสุนทรภู่ที่แต่งไว้ได้ไพเราะและมีความหมายที่ลึกซึ้ง งดงาม จนเรียกได้ว่าเป็นวรรคทองอันอมตะวรรคหนึ่งของไทย

ผมได้ยินและรับทราบถึงประวัติคร่าวๆของท่านสุนทรภู่มานานหลายปี เพราะทุกวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันระลึกถึงท่าน ทราบว่าท่านเป็นผู้มีความสามารถมากในด้านการแต่งคำประพันธ์โดยเฉพาะบทกลอน ท่านมีผลงานที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น โดยเฉพาะนิทานเรื่อง “พระอภัยมณี” ที่ท่านแต่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้ทั่วโลกยอมรับในฝีมือ จนกระทั่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีเอกของโลก” ท่านหนึ่ง ตรงนี้ผมภูมิใจแทนท่านจริงๆ เพราะมันยืนยันได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคนดี มีคนเก่ง และไม่เคยสิ้นคนดีมีฝีมือ รวมถึงภาษาไทย และวัฒนธรรมประจำชาติเป็นสิ่งที่งดงามและทรงคุณค่า แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานนับศตวรรษ หากแต่ความงดงามทางภาษาก็ยังคงประจักษ์ชัด ชัดจนทั่วโลกเห็นและยอมรับในฝีมือ

บทเพลงคำมั่นสัญญาที่ข้างต้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันเป็นความงาม ทางภาษา และวรรณศิลป์ พูดเพียงนิดแต่กินความได้ลึกซึ้ง ประจักษ์ชัดในความรักอันมั่นคง ยิ่งได้ทราบจากผู้ใหญ่ว่าเป็นเพลงที่นำมาประกอบบทละครที่ซาบซึ้ง ได้ฟังท่วงทำนอง ก็ยิ่งมั่นใจว่าท่านสุนทรภู่สมควรแล้วที่ได้รับการยกย่องว่าท่านคือ “กวีเอก” อย่างแท้จริง

ผมคิดว่าคุณงามความดีที่แฝงอยู่ในผลงานของท่าน และรวมไปถึงของผู้ที่สร้างความดีเมื่อมีชีวิตอยู่นั้นย่อมทำให้คนผู้นั้น เป็นคนที่ไม่มีวันตายไปจากโลกใบนี้อย่างแท้จริง ดั่งเช่นหลักฐานที่ท่านกวีสุนทรภู่ได้ทำให้เห็นเช่นปัจจุบัน สมกับกาพย์ยานีบทหนึ่งที่ผมไม่เคยซาบซึ้ง แต่ ณ วันนี้ผมมั่นใจว่ามันเป็นเช่นนั้น และผมจะพยายามทำความดีในขณะที่มีชีวิตเพื่อให้ชื่อของผมยังคงอยู่ในสังคม เช่นท่าน

พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

ขอบคุณเครดิต : คุณ deawdai
ที่มา :
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=november-deawdai&month=17-06-2007&group=3&gblog=3

ตัวอย่างที่ 4 เรียงความสุนทรภู่ : กวีไทย

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้มีบทกวีคำประพันธ์หลากหลายและมากมายที่มีการ จดบันทึกเป็นวรรณกรรม รวมทั้งวรรณคดีที่มีการเรียบเรียงถ้อยทำนอง การใช้ภาษาที่ไพเราะและสละสลวย มีการเล่นคำและเล่นสัมผัสต่างๆจนทำให้กลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก

ข้าพเจ้าก็เป็นอีกคนหนึ่งเช่นกันที่ได้หลงไหลในบทกลอนบทกวี จำได้ว่าครั้งนั้นครั้งที่ข้าพเจ้ายังเยาว์นักหากข้าพเจ้าจำอายุไม่ผิด น่าจะราว 11 หรือ 12 ปี ครั้งนั้นข้าพเจ้าจะต้องเตรียมตัวสอบเพราะเป็นเวลาใกล้ปิดภาคเรียน ข้าพเจ้าจำได้ไปหาซื้อหนังสือเพื่อนำมาอ่าน แต่ในขณะนั้น ข้าพเจ้าได้เหลือบไปเจอหนังสืออีกเล่ม ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกได้เลยว่า ข้าพเจ้าสนใจหนังสือเล่มนี้มาก ถึงขนาดที่ว่าหยิบหนังสือเล่มนั้นมาจ่ายเงินโดยที่ไม่รู้ตัว เหมือนต้องมนต์สะกด

หลังจากที่ข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าได้หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน ซึ่งเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นได้กล่าวถึงท่าน สุนทรภู่ และบทกลอนบทกวีที่เป็นผลงานของท่าน

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบ ข้าพเจ้าก็รู้สึกแปลก~แปลก ผิดปกติพิกล เพราะก่อนนี้ข้าพเจ้าไม่เคยสนใจในบทกลอนบทกวีมาก่อน แต่ยามนี้ ข้าพเจ้ากลับรู้สึกอยากอ่าน อยากชม และอยากเรียบเรียง เขียน ประพันธ์เองเป็นงั้นไป

ต่อมาครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าได้เข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ข้าพเจ้าก็ได้รู้จักกับครูท่านหนึ่งซึ่งเป็นครูสอนสาขาวิชาภาษาไทย ซึ่งเมื่อครูท่านนี้ได้เข้าสอนชั่วโมงแรก ก็เรียกเสียงอึกทึกจากนักเรียนทั้งห้องได้อยากสบาย แต่ไม่ใช่กับข้าพเจ้า เพราะเมื่อครูท่านนี้ได้สั่งงานชิ้นแรกขึ้น คือ ให้ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ เขียนบทกวีมาส่ง ซึ่งเพื่อนๆเกือบทั้งห้องต่างก็ไม่ค่อยชอบกันนัก เพราะบทกวีมีคำคล้องจอง และมีสัมผัส ซึ่งยุ่งยากน่าปวดหัว  แต่สำหรับข้าพเจ้า กลับรู้สึกว่า ข้าพเจ้าชอบยิ่งนัก ยิ่งมีการเล่นสัมผัสพยัญชนะ สัมผัสนอก สัมผัสใน และอื่นๆ ข้าพเจ้ายิ่งชอบเป็นการใหญ่

ครั้งต่อมาไม่นานข้าพเจ้าก็คิดที่จะศึกษาและฝึกฝนในการ หัดเขียน หัดประพันธ์ เรียบเรียงบทกวีเอง โดยที่ข้าพเจ้าได้ค้นหาข้อมูลจากห้องสมุด และจากโลกออนไลน์ ซึ่งนั่นถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้น ของการฝึกประพันธ์บทกวีของข้าพเจ้า

นอกจากนี้การหาข้อมูลในครั้งนั้น ยังทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักประวัติของกวีหลายท่านทั้งบุคคลในอดีตและปัจจุบัน อาทิ นางนพมาศ  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  พระมหาราชครู  ศรีปราชญ์  เจ้าฟ้ากุ้ง  และท่านสุนทรภู่ เป็นต้น  ซึ่งเชื่อได้เลยว่ากวีทุกท่านที่ข้าพเจ้าได้เอ่ยนามมานี้ หลายท่านคงจะรู้จักไม่มากก็น้อย  แต่ที่ข้าพเจ้าเชื่อสนิทใจก็คือท่าน สุนทรภู่ ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าหลายท่านคงจะรู้จักดี เพราะท่านผู้นี้ได้ฝากผลงานไว้มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นผลงานเกี่ยวกับ นิราศ นิทาน สุภาษิต กลอนบทละคร บทขับเสภา และบทเห่กล่อม อาทิ  นิราศ เช่น นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท และนิราศภูเขาทอง เป็นต้น ส่วนนิทาน เช่น โคบุตร พระอภัยมณี  สิงหไกรภพ และผลงานอื่นๆ อีกมากมาย

จากผลงานข้างต้นของท่านนี้ทำให้คนทั้งโลกต่างชื่นชมท่านเป็นอย่างมาก ดังนั้นท่าน สุนทรภู่ จึงสมควรแล้วที่องค์การยูเนสโก ได้มอบคำยกย่องให้ท่านเป็นกวีเอกของโลก และยังถือได้ว่า ท่านคือบรมครูของกวีไทยหลายท่านนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนักกวีที่ได้รับการยอมรับ หรือไม่เป็นที่ยอมรับก็ตาม

สุนทรภู่ ครูไทย  ร่ า ย อั ก ษ ร
ทั้งกาพย์กลอน โคลงฉันท์ เสนาะยิ่ง
สัมผัสกลอน นอก~ใน ใช้ได้จริง
แลภาษิต สอนหญิง  มี น ง น า น ~

แ ม้ โ ล ก เ วี ย น  เปลี่ยนผัน พันอักษร
แต่กาพย์กลอน ของท่าน ยังฉะฉาน
กลอนละคร สอนใจ ได้สำราญ
แม้คืนวัน เคลื่อนผ่าน  ยั ง จ ด จำ ~

ที่มา : http://www.kaweeclub.com/index.php?topic=8542.0;wap2

ตัวอย่างที่ 5 เรียงความสุนทรภู่ : “สุนทรภู่ที่ฉันรู้จัก”

ถ้า หากเราจะกล่าวถึงกวีผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายใน สมัยรัตนโกสินทร์ ก็เห็นจะไม่พ้นพระสุนทรโวหารภู่ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ สุนทรภู่ ศรีกวีเอกแห่งแผ่นดินสยาม ผู้เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่จรรโลงตัวอักษรร้อยรสเป็น ความบันเทิงแห่งโลกวรรณกรรม อันเป็นเอกลักษณ์หาท่านใดเปรียบได้ยาก ซึ่งตัวฉันเองก็ได้รับรู้ถึงประวัติและผลงานของท่านมาบ้างตั้งแต่ยังเด็ก และได้มีโอกาสร่วมงานวันสุนทรภู่ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นในทุกปี

สุนทร ภู่ หรือ พระสุนทรโวหาร มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว “เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนางข้าหลวงในวังหลัง ชื่อแม่จัน เมื่อความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และแม่จันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา แต่ทั้งคู่ก็ยังมิอาจสมหวังในรัก ชีวิตหลังแต่งงานของท่านไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะสุนทรภู่เป็นคนเจ้าชู้ ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีลูกด้วยกันชื่อหนูพัด แต่ไม่นานก็ต้องเลิกรากันไป” จากประวัติที่ได้ยกมาแค่บางส่วนของสุนทรภู่ เราจะเห็นได้ว่าชีวิตของท่านนั้นยากลำบากเพียงใด กว่าจะมาเป็นบทประพันธ์แต่ละบทนั้นต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามากมาย อาทิเช่น การเดินทางไปเมืองแกลงเพื่อไปหาพ่อที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่ก็เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต ท่านก็ได้แต่งนิราศเมืองแกลงเอาไว้ เป็นต้น เมื่อเวลาผ่านไป อายุของท่านก็เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและบทกลอนเป็นที่สุด สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรโวหาร” ขณะที่ท่านมีอายุได้ ๖๕ ปี และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี ทั้งชีวิตของท่านได้แต่งมหานิราศและบทประพันธ์ไว้มากมาย อันได้แก่ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองเพชร นิราศสุพรรณ นิราศพระประธม พระอภัยมณี ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่องพระอภัยมณี นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าความงามทางภาษา และวรรณศิลป์ มีการใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดภาพพจน์อันเป็นเลิศแล้ว จะเห็นได้ว่ามีคุณค่าต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ดังตอนที่พระฤๅษีได้กล่าวสอนสุดสาครไว้ว่า “รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ซึ่งจากตัวอย่างที่ได้ยกขึ้นมากล่าว เราจะสังเกตได้ว่าผลงานของท่านมักจะสอดแทรกข้อคิด คติธรรมที่เหมาะสมกับกาลเวลา รวมทั้งในบทประพันธ์ของท่านยังแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อใน สมัยนั้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั่วโลกเองต่างก็ยอมรับในผลงานของท่าน แม้ว่าตอนนี้ตัวท่านจะได้เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่คุณงามความดีและคุณประโยชน์ของกวีสี่แผ่นดินผู้นี้ก็ยังคงอยู่ ตัวท่านสุนทรภู่ก็ถือได้ว่าเป็นกวีสามัญชนที่สร้างผลงานอันทรงคุณค่ามากที่ สุด บทกลอนของท่านได้เป็นแบบอย่างที่คนไทยยึดถือมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นท่านยังได้ชื่อว่าเป็นกวีเอกของโลกท่านหนึ่ง โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือที่รู้จักกันใน นามของ ยูเนสโก ( UNESCO ) ได้ประกาศเกียรติคุณให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ในวาระที่ครบรอบ ๒๐๐ ปีเกิดของท่าน และในบ้านเรานี้เองก็ได้มีวันสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวท่านสุนทรภู่โดยตรง ซึ่งก็คือวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญและได้กล่าวความยกย่องในความเป็นอัจฉริยะใน งานนิพนธ์ของท่านด้วย

ตัว ฉันในฐานะชาวไทยคนหนึ่ง รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะมันได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยของเราไม่สิ้นคนดี คนเก่ง ที่มากด้วยความสามารถ บทประพันธ์ของท่านทำให้ผู้อ่านทุกคนล้วนแต่ประทับใจและก็ยิ่งมั่นใจได้เลย ว่าท่านสุนทรภู่สมควรแล้วที่ได้รับการยกย่องว่าท่านคือกวีเอกอย่างแท้จริง ดั่งเช่นหลักฐานที่ท่านได้ทำให้เห็นเช่นปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นแบบอย่างและแนวทางในการประพฤติดีของพวกเราสืบต่อไป

ขอบคุณเครดิต : รางวัลรองชนะเลิศการประกวดสุนทรพจน์ วันสุนทรภู่ 26 มิถุนายน 2552 โดย นักเรียนระดับม.4โรงเรียนอัมพรไพศาล อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี
ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1372539#ixzz1OzxLn7sm

ตัวอย่างที่ 6 เรียงความสุนทรภู่ : “สุนทรภู่ครูกวีแห่งสยาม”

เมื่อ ถึงวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีใครๆก็รู้ว่าเป็นวันสุนทรภู่ โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะจัดกิจกรรมแสดงละครเรื่องพระอภัยมณี แล้วก็แต่งบทกลอนเทิดทูน หรือไม่ก็มีการจัดท่องเที่ยวตามบทประพันธ์นิราศ ต่างๆนาๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนเอาบทประพันธ์ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วยุเนสโก้ก็มาอ่านแล้วยกย่องให้สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลก ที่เรียกสุนทรภู่ว่าครูกวีแห่งสยามก็คงเพราะท่านเป็นคนคิด การบังคับ โครง ฉันท์ กาพ กลอน ต่างๆนาๆ ใช้เรียนกันในวิชาภาษาไทยก็เพื่อให้ ประเทศไทย ไม่ลืมการแต่งคำประพันธ์ จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่นั่นคือความคิดของพวกสิ้นคิดไม่มีวันที่จะเจริญได้หรอก

แต่ เมื่อพอลองไปเปิดสมุดบันทึกชีวประวัติของท่านมาอ่านก็จะรู้ทันที่ว่า กว่าจะมาเป็นบทประพันธ์ซักบทหนึ่งมันยากลำบากขนาดไหน ว่าสุนทรภู่จะคิดการแต่ บทประพันธ์ ที่ฟังหรืออ่านแล้ว ไพรเราะเสนาะหูมันยากแค่ไหน แต่ความจริงแล้ว สุนทรภู่เกิดมาก็ เป็นเพียบแค่ไอ้เด็กตัวเล็กๆที่ชอบพูดจาภาษากลอนที่มีชื่อว่า ภู่ แต่เมื่อโตขึ้นก็ไปเป็นข้าในกลมพระราชวัง เพราะมารดาไปเป็นแม่นมให้เชื่อพระวงศ์ ส่วนพ่อก็โกรธแม่หนีไปบวดซะงั้น พอเมื่อสุนทรถู่โตขึ้นมาหน่อยก็ไปชอบกับนางในที่ชื่อว่าแม่จัน อย่างกับหนังแดจังกึม หลังจากที่ชอบพอกันไม่ไม่นานก็ถูกจับไปจองจำเพราะข่าวนั้นดังไปถึงกรม พระราชวังหลัง แต่ไม่นานก็ถูกปลอยตัวเพราะ กรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคต เป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคต แต่พอเมื่อถูกปล่อยตัวได้ไม่นาน สุนทรภู่ก็ถูกใช้ให้ไปธุระที่จังหวัดชลบุรี ด้วยความคิดถึงนางจัน พี่ภู่ ก็ได้แต่ง นิราศเมืองแกลง ออกมาเป็นเหมือนบันทึกการเดินทาง หลังจากกลับมาวังหลังสุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระ พุทธบาท จังหวัดสระบุรี ในวันมาฆบูชา จึงได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้นอีก คือ นิราศพระบาท แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไปพระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดซึ่งเป็นบุตรของสุนทรภู่ไว้ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้ คงโศกเศร้ามิใช่น้อยๆเลย แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษาในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย ในรัชกาลที่ ๒ ขุนสุนทรโวหารใน ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงกับอุตสาหะไปค้นหา ทำให้เกิดนิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ส่วนญาติพี่น้องของสุนทรภู่ ที่ล้วนเป็นชาววังหลังมีความสัมพันธ์กับวัดสุวรรณารามอย่างมากสำหรับชุมชน บ้านบุ เป็นชุมชนที่มีการบุขันลงหินวัดสุวรรณารามหรือวัดทองนั้น เป็นที่เผาศพของน้องสุนทรภู่ 2 คน ที่ชื่อฉิม และนิ่ม ในกลอนนิราศที่บอกว่า “ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบ เย็นยะเยือกหย่อมหญ้าป่าช้าผี สงสารฉิมนิ่มน้อง 2 นารี มาปลงที่เมรุทองทั้ง 2 คน” ในสมัยรัชการที่ 3 เมื่อสุนทรภู่สึกออกมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัยในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้สุนทรภู่ยังแต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรโวหาร” ขณะที่ท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

ไปๆมาๆ ชีวิตของสุนทรภู่วนเวียนอยู่ในวังกับวัด จนเกิดเป็นมหานิราศและบทประพันธ์ ได้แก่ 1.นิราศเมืองแกลง 2.นิราศพระบาท 3.นิราศภูเขาทอง 4.นิราศเมืองเพรช 5.นิราศสุพรรณ 6.นิราศพระประธม 7.พระอภัยมณี และอื่นๆอีกมากมาย ตั้งแต่เกิดวังหลัง โตวังหลวง บวชวัดหลวง และตายวังหน้า ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าสุนทรภู่เป็นคนระยอง เพียงแต่แต่งนิราศเมืองแกลงไว้ตอนไปเยี่ยมพ่อที่นั่น สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลกไปแล้ว แต่คนไทยยังสับสนถึงตัวตน ความเป็นมา และความเป็นไปของกวีเอกผู้นี้อย่างไม่เข้าท่าไม่เข้าเรื่องหลักฐานก็มี ของจริงก็ยังพอปรากฏขนาดนี้ ตาสว่างเสียทีคนไทย

ที่มา : http://alisa-ritkaew.blogspot.com/2012/06/blog-post_27.html

Tags: , , , ,